“รุทธพล” ยัน ไม่ได้ดองคดีเขากระโดง ย้ำ เดินตามขั้นตอน โต้ “ทนายอั๋น” ขอเลิกใช้คำไม่สุภาพ หลังติดพูด “ไอ้หอกหัก” หวั่น เป็นตัวอย่างไม่ดีต่อเยาวชน ย้อนกลับ หากถูกเรียก “ลูกไอ้ขี้คุก” บ้าง คงรู้สึกไม่ดี สอนมวย หากอยากเป็นรัฐมนตรี ต้องศึกษาระบบราชการ จะได้ไม่โชว์โง่
วันนี้ (25 ส.ค. 69) เวลา 09.50 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พลตำรวจโท รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวถึงกรณีภัทรพงค์ ศุภักษร หรือทนายอั๋น บุรีรัมย์ เรียกร้องรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมให้หยุดดองคดีที่ดินเขากระโดง ว่า คงไม่ใช่ เพราะเรื่องนี้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ได้ส่งสำนวนไปยังอัยการแล้ว และอัยการได้แจ้งกลับมาว่าให้รอข้อสรุปจาก กกต. จึงทำตามหนังสือของอัยการ
อย่างไรก็ตาม คดีเขากระโดงเกิดขึ้นก่อนที่ตนจะรับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ที่ผ่านมา หากยื่นหนังสือผ่านดีเอสไอโดยไม่ผ่านทางกระทรวง ซึ่งตนไม่ทราบ แต่หากตนทราบเรื่อง ก็จะกำชับให้ดีเอสไอเร่งดำเนินการ
เมื่อถามว่าทนายอั๋นมีความขัดแย้งอะไรกับรัฐมนตรีหรือไม่ พลตำรวจโท รุทธพล กล่าวว่า ไม่มี แต่หากเป็นในอดีตเมื่อนานแล้ว ตั้งแต่สมัยที่ตนรับราชการตำรวจ เคยจับพ่อทนายอั๋นและเพื่อนครูเกี่ยวกับยาเสพติด ตั้งแต่ปี 2541 ซึ่งศาลตัดสินจำคุกตลอดชีวิต และก็ทราบว่าแม่ทนายอั๋นถูกจับในพื้นที่อื่น จำคุก 25 ปี ถือเป็นการปฏิบัติหน้าที่ ไม่มีเรื่องส่วนตัวเลย ซึ่งขณะนั้นตนเป็นตำรวจอยู่ที่จังหวัดบุรีรัมย์ และไม่ทราบว่าเหตุใดทนายอั๋นจึงมาพูดทำร้ายตนว่าไม่รู้เรื่องและไม่สนใจเรื่องคดีเขากระโดง ดังนั้นขอยืนยันว่า งานในกระทรวงทำตามระบบ หากมีการเร่งรัดมาที่ตัว ก็จะดำเนินการอยู่แล้ว
“ระหว่างที่ทนายอั๋นไปยื่นเรื่องคดีเขากระโดงที่ดีเอสไอ มีการพูดจาที่ไม่เหมาะสม จะพูดถึงใครก็จะต้องมี #ไอ้หอกหัก ผมคิดว่าไม่สุภาพ ผมยกตัวอย่าง ถ้าทนายอั๋นทำ มีคน #ทนายอั๋นลูกไอ้ขี้คุก อย่างนี้ ผมก็คิดว่าเขาก็คงสบายใจ ซึ่งผมไม่อยากให้เรื่องนี้เกิดขึ้น กลัวว่าจะเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีต่อเยาวชน ซึ่งผมไม่สนับสนุนเลย จึงอยากให้สื่อสารกันดี ๆ หากทวงถาม ผมก็ดำเนินการให้ตามกฎหมายอยู่แล้ว จะให้พูดอีกกี่ครั้ง ก็จะบอกว่าหน่วยงานกำลังดำเนินการอยู่” พลตำรวจโท รุทธพล กล่าว
พลตำรวจโท รุทธพล กล่าวอีกว่า ทนายอั๋นเคยระบุว่าตนคือแคนดิเดตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ตนอยากให้ไปเรียนรู้ระบบงานและระบบหนังสือของกระทรวงก่อน เวลาที่เป็นจริงจะได้ไม่โชว์โง่ ให้พี่น้องสื่อมวลชนและสังคมทราบ




