เลขา สมช. ชี้ใต้ป่วน “ตอบโต้เชิงสัญลักษณ์” ไม่ฟันธง BRN โยงภัยแทรกซ้อน

13

เลขา สมช. คาด เหตุป่วนใต้ ตอบโต้เชิงสัญลักษณ์ หลังรัฐเข้มขึ้นปมทหารพรานดับ ชี้ อาจมีภัยแทรกซ้อน ไม่เหมารวมฝีมือ BRN ตั้งข้อสังเกต ล็อกเป้าโจมตี อปท. ไม่มีผู้เสียชีวิต เผย “นายกฯ” กำชับงานข่าวต้องไว ยัน ไม่กระทบ ครม.สัญจร สงขลา

เมื่อเวลา 11.10 น. วันที่ 24 สิงหาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) กล่าวถึงข้อสั่งการของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ภายหลังจากเรียกฝ่ายความมั่นคงเข้าประชุมถึงสถานการณ์จังหวัดชายแดนภาคใต้ ว่า วันนี้เป็นการประเมินสถานการณ์ คงมีการทำงานร่วมกับกองทัพภาคที่ 4 ซึ่งแม่ทัพภาคที่ 4 ก็ขับเคลื่อนทำงานอยู่ โดยเฉพาะการติดตามและพิสูจน์ทราบกลุ่มที่มาก่อเหตุ

เมื่อถามว่า จะอุดช่องโหว่ที่ทำให้เกิดการก่อเหตุอย่างไร นายฉัตรชัย กล่าวว่า เชื่อว่าทางกองทัพภาคที่ 4 ก็ทำเต็มที่ โดยเฉพาะการดูแลหลังเกิดเหตุการณ์ มีการใช้กำลังออกมาปฏิบัติเพื่อควบคุมสถานการณ์ในพื้นที่ตั้งแต่วันเกิดเหตุ เรามีเป้าหมายคือดูแลความปลอดภัยของประชาชนเป็นหลัก เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นกระทบต่อประชาชนโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นร้านค้า หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต่างๆ เป้าหมายสำคัญคือต้องให้ประชาชนได้รับผลกระทบน้อยที่สุดและมีความปลอดภัย

เมื่อถามว่า การก่อเหตุเกิดขึ้นถี่มองว่ามีปัจจัยอะไรพิเศษหรือไม่ นายฉัตรชัย กล่าวว่า โดยพื้นฐานเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ หลายจุดเคยเกิดลักษณะนี้มาหลายครั้ง ก่อนหน้านี้ก็มีมาตลอด ซึ่งกลุ่มที่ก่อเหตุหรือกลุ่มคนในพื้นที่ อาจจะแสดงการตอบโต้เชิงสัญลักษณ์กับภาครัฐที่มีความเข้มข้น ภายหลังจากการเสียชีวิตของทหารพราน 5 นาย จึงเป็นไปได้ว่าฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยก็มีการตอบโต้ฝ่ายความมั่นคงของเรา แม้จะไม่มีผู้เสียชีวิตแต่มีผู้บาดเจ็บ

ทั้งนี้ ในส่วนจำนวนเหตุการณ์ต้องแยกแยะไปดู ไม่ใช่ว่าวางกล่องไว้ 1 กล่องแล้วนับเป็น 1 เหตุการณ์ ก็ต้องไปดูว่าเหตุการณ์นั้นหนักเบาอย่างไร เราไม่อยากนับว่าเผายางรถยนต์ก็เป็นหนึ่งเหตุการณ์ บางทีก็เป็นรายละเอียดมากเกินไป

เมื่อถามว่า กังวลหรือไม่ว่าการก่อเหตุจะเกิดขึ้นที่การประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่ หรือ ครม.สัญจร ที่จังหวัดสงขลา นายฉัตรชัย กล่าวว่า ไม่กังวล เรามีความพร้อมที่จะดูแล รวมถึงประสานงานหน่วยงานในพื้นที่ ทราบว่าทางแม่ทัพภาคที่ 4 และผู้บัญชาการทหารบก ก็ทำเรื่องนี้อย่างเต็มที่ในการขับเคลื่อนแก้ไขปัญหาดังกล่าว

เมื่อถามว่า ได้มีการวิเคราะห์หรือไม่ว่าการก่อเหตุครั้งนี้เขาต้องการอะไร นายฉัตรชัยกล่าวว่า สังเกตว่าไม่มีผู้เสียชีวิต และถ้านับในเชิงทรัพย์สิน ก็มีที่ทำการประมาณ 15 แห่ง ส่วนที่เหลือก็เป็นเหตุการณ์เช่นการเผายางรถยนต์ ดังนั้นต้องไปดูว่าแต่ละส่วนที่เกิดขึ้นเป็นอย่างไร และใครเกี่ยวข้อง ซึ่งตรงนี้ทางตำรวจและกองทัพภาคที่ 4 กำลังดำเนินการ

เมื่อถามว่า ได้มีการประสานกับทางการมาเลเซีย ให้สกัดผู้ก่อเหตุไม่ให้หนีออกหรือไม่ นายฉัตรชัย กล่าวว่า ที่ผ่านมาในช่วงปีนี้ทางมาเลเซียมีความเข้มงวดเรื่องชายแดนอยู่แล้ว โดยเฉพาะที่ระบุว่าจะมีการปิดท่าข้าม ซึ่งเป็นช่องทางธรรมชาติ แต่เชื่อว่าการก่อเหตุครั้งนี้น่าจะเป็นเพราะคนข้างในเรา

เมื่อถามว่า มีการรายงานหรือไม่ว่าการก่อเหตุครั้งนี้ เป็นเพราะกลุ่มใหม่ที่เป็นวัยรุ่นหรือกลุ่มเก่า นายฉัตรชัย กล่าวว่า เรื่องนี้ผสมผสานกันจะบอกว่าเป็นกลุ่ม BRN ก็คงไม่ถึงขนาดนั้น แต่มีกลุ่มภัยแทรกซ้อนมาเกี่ยวข้องด้วย สังเกตได้จากที่มีการเผาที่ทำการ อบต. ซึ่งเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จึงเป็นข้อสังเกตว่าทำไมเป้าหมายถึงเป็นที่ทำการของ อปท. ทั้งหลาย ซึ่งเป็นจุดหนึ่งที่เราต้องไปสืบสวนสอบสวนดู เพื่อวิเคราะห์สาเหตุของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น รวมถึงรูปแบบการก่อเหตุที่ไม่ได้มุ่งเป้าที่ประชาชนก็เป็นส่วนหนึ่งที่เราต้องไปสืบสวน อย่างไรก็ตามนายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับการดูแลประชาชนเป็นหลัก โดยล่าสุดทางกองทัพภาคที่ 4 พยายามขับเคลื่อนและเข้าไปควบคุมสถานการณ์

เมื่อถามอีกว่ามองว่าเรื่องการเมืองมีมูลที่ทำให้เกิดการก่อเหตุหรือไม่ เช่น การยั่วยุเจ้าหน้าที่รัฐ นายฉัตรชัยกล่าวว่า ในเชิงผู้ก่อเหตุเป็นการตอบโต้อยู่แล้ว เพราะที่ผ่านมาหลังจากที่มีทหารพรานเสียชีวิต ทางภาครัฐก็ทำเต็มที่และมีความเข้มข้น เขาคงแสดงการตอบโต้เชิงสัญลักษณ์ว่าเขาก็มีศักยภาพและขีดความสามารถ แต่ทั้งหมดตนคงไม่เหมารวมว่าเป็นกลุ่มขบวนการอย่างเดียว อาจจะมีภัยแทรกซ้อนมาเกี่ยวข้องด้วย เช่น เรื่องอาชญากรรม สิ่งผิดกฎหมายในพื้นที่ที่แสวงประโยชน์ร่วมกัน ซึ่งต้องไปตรวจสอบทั้งหมด เราไม่เหมารวมว่าเป็น BRN หรือกลุ่มขบวนการอย่างเดียว

เมื่อถามถึงกรณีที่นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า ทางการข่าวเจ้าหน้าที่รู้ล่วงหน้านั้น นายฉัตรชัย กล่าวว่า อย่างที่แม่ทัพบอกว่าบางทียากเหมือนกัน เรารู้ว่าจะมีการก่อเหตุ แต่เรื่องวันเวลาเป็นสิ่งที่ตรวจสอบยาก

ส่วนหลังจากนี้จะรับมืออย่างไรนั้น ในชั้นต้นการใช้ขีดความสามารถของทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครองต้องเข้มข้นมากขึ้น ซึ่งทางนายกรัฐมนตรีได้กำชับว่างานข่าวต้องเข้มข้นขึ้น ส่วนอีกเรื่องคือชายแดนทราบว่าส่วนหนึ่งมาจากภายในเยอะ แต่ก็ต้องป้องกันภัยภายนอกด้วย โดยเฉพาะด่านต่างๆ และท่าข้าม และอีกด้านหนึ่งคือความร่วมมือกับมาเลเซีย 3 ส่วนนี้ต้องทำไปควบคู่กัน และเชื่อมโยงการทำงานระหว่างส่วนกลางกับพื้นที่อย่างใกล้ชิด เพื่อแก้ปัญหาร่วมกัน

เมื่อถามว่า ต้องเพิ่มความเข้มแข็งของปีกทหารหรือไม่ นายฉัตรชัยกล่าวว่า เชื่อว่าปีกทหารเข้มแข็งอยู่แล้ว เป็นเรื่องที่ต้องบูรณาการร่วมกันอย่างจริงจังเพิ่มมากขึ้น อย่างไรก็ตาม อยากฝากให้ไปตรวจสอบว่า ทำไมถึงเกิดเหตุเฉพาะที่ทำการท้องถิ่น และทำไมจุดอื่นถึงยังไม่เกิดเหตุ เป็นปัจจัยที่เราต้องไปประกอบการพิจารณา

เมื่อถามว่า นายกรัฐมนตรีได้กำชับอะไรหรือไม่ นายฉัตรชัย กล่าวว่า ต้องทำให้เร็วที่สุด อะไรที่เคลียร์ได้หรือบังคับใช้กฎหมายได้ ก็ต้องทำให้เป็นรูปธรรมโดยเร็วที่สุด