บีโอไอหนุนภาคอุตสาหกรรมปรับตัวครั้งใหญ่ ไปสู่ Smart & Green เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในโลกยุคใหม่ โดยผู้ประกอบการทั้งไทยและต่างชาติให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากขึ้น เผยยอดขอรับการส่งเสริมภายใต้ “มาตรการยกระดับอุตสาหกรรม” ตั้งแต่เริ่มใช้มาตรการปี 2566 ถึงครึ่งแรกของปี 2569 ทะยานกว่า 1,300 โครงการ เงินลงทุนกว่า 1.4 แสนล้านบาท
กรุงเทพฯ, 13 ส.ค. 69 – นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า บีโอไอให้ความสำคัญกับการสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมเร่งเปลี่ยนผ่านไปสู่ Smart & Green ผ่านการลงทุนเพื่อปรับเปลี่ยนเครื่องจักรให้ทันสมัย การนำระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์ และเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ การประหยัดพลังงานและใช้พลังงานทดแทน การปรับปรุงโรงงานให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตลอดจนการปรับปรุงธุรกิจเพื่อรองรับมาตรฐานสากลด้านความยั่งยืน เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถแข่งขันภายใต้กติกาใหม่ของตลาดโลกได้ โดยตั้งแต่เริ่มใช้ “มาตรการยกระดับอุตสาหกรรมสู่ Smart และ Sustainable Industry” เมื่อปี 2566 จนถึงครึ่งแรกของปี 2569 มีผู้ประกอบการทั้งไทยและต่างชาติให้ความสำคัญกับการยกระดับประสิทธิภาพธุรกิจ และได้ยื่นขอรับการส่งเสริมภายใต้มาตรการนี้จำนวน 1,397 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนกว่า 146,000 ล้านบาท

ในการปรับตัวไปสู่ Smart Industry หนึ่งในวิธีการที่มีผู้สนใจมากขึ้นคือ การนำระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์มาใช้ในกระบวนการผลิต เพื่อช่วยเพิ่มผลิตภาพ เพิ่มความแม่นยำและยืดหยุ่น ลดความผิดพลาด ยกระดับคุณภาพสินค้า และเตรียมพร้อมรองรับสังคมสูงวัยของประเทศไทย ปัจจุบันผู้ประกอบการจำนวนมากเร่งลงทุนในระบบอัตโนมัติ ครอบคลุมตั้งแต่การผลิต การขนส่งภายในโรงงาน ไปจนถึงการตรวจสอบคุณภาพสินค้า รวมทั้งการยกระดับการบริหารจัดการโรงงานด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล เช่น ใช้ซอฟต์แวร์ระบบบริหารจัดการทรัพยากรองค์กร (ERP) ระบบคลังข้อมูลขนาดใหญ่ความเร็วสูงและระบบวิเคราะห์ข้อมูล (SAP Analytics Cloud) เป็นต้น
นอกจากนี้ บางบริษัทได้บูรณาการระบบอัตโนมัติและเทคโนโลยีดิจิทัลเข้าด้วยกัน โดยพัฒนาเป็น Smart Factory ซึ่งการปรับตัวไปสู่ Green Industry และความยั่งยืนนั้น บีโอไอสนับสนุนการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม หลายบริษัทได้เร่งลงทุนในเทคโนโลยีที่ช่วยลดการใช้พลังงาน และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อรองรับมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมของตลาดโลก
ขณะเดียวกันบีโอไอยังส่งเสริมให้ผู้ประกอบการยกระดับมาตรฐานการผลิตให้สอดคล้องกับข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อม ความปลอดภัย และความยั่งยืนของตลาดโลก โดยได้รับการรับรองมาตรฐานสากล อาทิ GAP, FSC, PEFC และ ISO 22000 เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้คู่ค้า เพิ่มโอกาสในการเข้าถึงตลาดต่างประเทศ และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว
“วันนี้โจทย์ของภาคธุรกิจไม่ได้อยู่ที่ต้นทุนการผลิตเท่านั้น แต่ต้องให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพการผลิตและการใช้ทรัพยากร ความยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลง และความสอดคล้องกับกติกาสมัยใหม่ของตลาดโลก การปรับตัวสู่ Smart & Green จึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการแข่งขันในโลกยุคใหม่ โดยการเชื่อมโยงระบบการผลิตอัจฉริยะและความยั่งยืนเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างขีดความสามารถของภาคอุตสาหกรรมไทยในระยะยาว” นายนฤตม์ กล่าว

