ที่กระทรวงศึกษาธิการ, วันที่ 8 สิงหาคม – จากกรณีนักเรียนโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี ก่อเหตุใช้อาวุธปืนยิงครูและเพื่อนนักเรียนภายในสถานศึกษาจนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บหลายราย เมื่อวันที่ 7 ที่ผ่านมา ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดประชุม 4 กระทรวงหลักและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมกันกำหนดมาตรการฉุกเฉินและกรอบป้องกันความปลอดภัยอย่างยั่งยืนในโรงเรียนทั่วประเทศ โดยมี นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศึกษาธิการ, นายนิกร โสมกลาง รมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.), นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมว.แรงงาน ตลอดจนผู้แทนจากกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข เข้าร่วม
ศ.ดร.ยศชนัน แถลงภายหลังการประชุมว่า ทุกฝ่ายจะร่วมมือกันทำอย่างดีที่สุดเพื่อคืนความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ปกครองและประชาชน โดยยืนยันว่าลูกหลานทุกคนต้องมีความปลอดภัยในรั้วโรงเรียน และเหตุการณ์สะเทือนขวัญเช่นนี้จะต้องไม่เกิดขึ้นอีก สำหรับกรอบการทำงานได้แบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก ส่วนแรกคือ “แผนเปิดโรงเรียน” ซึ่งเป็นมาตรการระยะสั้นฉุกเฉิน มุ่งเน้นการฟื้นฟูสภาพจิตใจและการคัดกรองความปลอดภัยเบื้องต้น ประกอบด้วย 1.การจัดช่องทางขอความช่วยเหลือด้านสุขภาพจิตทั่วประเทศ ผ่านกรมสุขภาพจิต และของกระทรวง พม. อาทิ สายด่วน 1300 และ 1323 ระบบแชต และระบบนัดหมาย ร่วมกับนักจิตวิทยาประจำพื้นที่ของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) สถาบันการศึกษาในสังกัด อว. และกระทรวง พม.

2.จัดส่งทีมอาสาสมัครสุขภาพจิตลงพื้นที่เชิงรุกในโรงเรียนที่เกิดเหตุ เพื่อดูแลนักเรียน ครู และผู้ปกครองอย่างใกล้ชิด โดยในวันแรกของการเปิดเรียนจะมีการจัดกิจกรรมเยียวยาจิตใจตามมาตรฐานสากล, นอกจากนี้ 3. ยังมีคำสั่งให้ปิดห้องเรียนจุดเกิดเหตุอย่างชั่วคราว และ 4. จัดพื้นที่เฉพาะสำหรับผู้ปกครองเข้ามาสังเกตการณ์บุตรหลานโดยต้องผ่านการลงทะเบียนเพื่อความปลอดภัย 5. เปิดโอกาสให้ครูและนักเรียนที่ได้รับผลกระทบทางจิตใจรุนแรงสามารถย้ายสถานศึกษาได้ตามความเหมาะสม และ 6. กำหนดมาตรการชั่วคราวในการตรวจคัดกรองสิ่งผิดกฎหมายก่อนเข้าโรงเรียนทันที
ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่าที่ประชุมมีมติให้จัดทำ “มาตรฐานความปลอดภัยโรงเรียนแห่งชาติ” ภายใน 90 วัน เพื่อเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้ทุกกระทรวงยึดถือเป็นแนวทางปฏิบัติเดียวกัน โดยมาตรการระยะยาวนี้ครอบคลุม 1.การคัดกรองสุขภาพจิตของนักเรียนและครูเป็นประจำ 2. การวางระบบส่งต่อนักเรียนกลุ่มเสี่ยงไปยังแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอย่างมีประสิทธิภาพ 3. การจัดหลักสูตรอบรมครูแนะแนวและครูที่ปรึกษา (Train the Trainer) ให้มีความรู้ในการประเมินและปฐมพยาบาลทางใจเบื้องต้น 4. การเปิดช่องทางแจ้งเหตุผ่านศูนย์พิทักษ์สิทธิบนแพลตฟอร์ม Traffy Fondue เพื่อเป็นพื้นที่ปลอดภัย (Safe Zone) ให้เด็กและบุตรหลานระบายหรือแจ้งปัญหาที่ไม่อาจพูดในพื้นที่อื่นได้ 5. การฝึกซ้อมแผนเผชิญเหตุในหลากหลายมิติพร้อมตรวจสอบจุดเสี่ยง 6.การยึดหลัก Zero Tolerance ไม่เพิกเฉยต่อการกลั่นแกล้งกันในโรงเรียน (Bullying) 7. การส่งเสริมความผูกพันระหว่างครูกับนักเรียน 8.ตลอดจนการคัดกรองบุคคลและสิ่งของผิดกฎหมายก่อนเข้าสถานศึกษาอย่างรัดกุม
ทั้งนี้ รองนายกรัฐมนตรียังได้ฝากถึงผู้ปกครองให้ร่วมกันสอดส่องพฤติกรรมของลูกหลาน หากพบความเปลี่ยนแปลง ควรรีบปรึกษาจิตแพทย์ โดยย้ำว่าการพบจิตแพทย์ไม่ใช่เรื่องน่าอาย แต่เป็นการดูแลสุขภาพจิตอย่างถูกวิธี

ด้าน นายประเสริฐ ได้กล่าวแสดงความห่วงใยและเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อเหตุการณ์ความสูญเสียที่เกิดขึ้น พร้อมส่งกำลังใจให้ครอบครัวผู้ได้รับผลกระทบ โดยระบุว่าหลังเสร็จสิ้นการประชุมร่วม 4 กระทรวง ในเวลา 14.30 น. ศธ.ได้จัดการประชุมทางไกลผ่านระบบออนไลน์ด่วนที่สุดไปยังสถานศึกษาและหน่วยงานในสังกัดทั่วประเทศ ทั้ง สพฐ., อาชีวศึกษา, สช., และ สกร. เพื่อถ่ายทอดแนวทางและประกาศยกระดับมาตรการความปลอดภัย โดยเตรียมออกประกาศกระทรวงอย่างเป็นทางการในการให้อำนาจผู้บริหารและครูฝ่ายปกครองสามารถตรวจค้นกระเป๋าและสิ่งของของนักเรียนในกลุ่มเสี่ยงได้เพื่อป้องกันการพกพาอาวุธทุกประเภท ทั้งมีดและปืน นอกจากนี้ ได้สั่งการให้โรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี ปิดการเรียนการสอนตลอดทั้งสัปดาห์หน้าเพื่อประเมินสถานการณ์และปรับปรุงมาตรการภายใน ส่วนการช่วยเหลือบุคลากร ศธ. ได้เตรียมมาตรการเยียวยาครอบครัวของคุณครูที่เสียชีวิตอย่างเต็มที่ ทั้งจากกองทุนของกระทรวง สวัสดิการ ช.พ.ค. เงินสงเคราะห์จากรัฐบาล รวมถึงการพิจารณาเลื่อนขั้นเป็นกรณีพิเศษในฐานะผู้เสียชีวิตระหว่างปฏิบัติหน้าที่
ขณะที่ นายนิกร ได้แถลงถึงบทบาทการเข้ามาเสริมการทำงานใน 3 ประเด็นสำคัญ โดยประเด็นแรก พม. จะจัดส่งทีมนักสังคมสงเคราะห์และนักจิตวิทยาของกระทรวง เข้าร่วมกับทีมกรมสุขภาพจิตและกระทรวงศึกษาธิการเพื่อลงพื้นที่ดูแลสภาพจิตใจของเด็กและครอบครัวอย่างครอบคลุม ประเด็นที่สอง คือการบูรณาการระบบรับแจ้งเหตุ โดยจะเชื่อมโยงศูนย์รับแจ้งเหตุสายด่วน 1300 ของกระทรวง พม. เข้ากับแพลตฟอร์ม Traffy Fondue เพื่อให้การประสานงานและส่งต่อข้อมูลกับกระทรวงศึกษาธิการเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูงสุด และประเด็นที่สาม กระทรวง พม. จะนำโศกนาฏกรรมครั้งนี้มาเป็นกรณีศึกษาเพื่อทบทวนและยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยในสถานรองรับเด็กและสถานศึกษาในสังกัดของ พม. ทั่วประเทศ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดช่องโหว่หรือเหตุร้ายในลักษณะเดียวกันขึ้นอีก
นอกจากนี้ ทางด้านผู้แทนจากกรมสุขภาพจิตยังได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวทางการดูแลจิตใจเด็กและสถาบันครอบครัว โดยเน้นย้ำว่าการดูแลเด็กหนึ่งคนให้เติบโตอย่างปลอดภัยต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกคนในชุมชน ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการได้นำระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน HERO OBEC Care มาใช้ครอบคลุมกว่าร้อยละ 85 ของโรงเรียนทั้งหมดแล้ว เพื่อช่วยประเมินและคัดกรองปัญหาสุขภาพจิตของเด็กในมิติต่างๆ อย่างมีระบบ อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่สุดในขณะนี้คือการส่งเสริมการสื่อสารแบบสองทาง (Two-way Communication) เพื่อสร้างคนรับฟังที่เด็กไว้วางใจ แทนการปล่อยให้เด็กเสพสื่อฝ่ายเดียวจนเกิดความกดดันสะสม
พร้อมกันนี้ รมว.ศธ. ได้ทิ้งท้ายว่า แม้โรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี จะเป็นโรงเรียนขนาดใหญ่ที่มีนักเรียนราว 3,500 คน และมีมาตรการรักษาความปลอดภัยเดิมอยู่แล้ว แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ไม่เคยรุนแรงขนาดนี้มาก่อน รัฐบาลและทุกหน่วยงานจึงจำเป็นต้องยกระดับมาตรการป้องกันให้เข้มงวดที่สุดเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ เพื่อไม่ให้เกิดความสูญเสียซ้ำรอยขึ้นในสังคมไทยอีกต่อไป

