เครือข่ายนิสิตนักศึกษา 19 สโมสรและองค์กร จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ออกแถลงการณ์ร่วมคัดค้านกรณีรัฐบาลไทยให้การต้อนรับ พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้นำคณะรัฐประหารเมียนมา ระหว่างมีกำหนดเดินทางเยือนประเทศไทย ชี้นับตั้งแต่รัฐประหารปี 2564 เมียนมาเผชิญความรุนแรงและวิกฤตสิทธิมนุษยชนต่อเนื่อง หวั่นการต้อนรับอย่างเป็นทางการถูกมองเป็นการสร้างความชอบธรรม พร้อมเรียกร้องรัฐบาลไทยทบทวนท่าที ยึดหลักสิทธิมนุษยชนและผลักดันสันติภาพอย่างยั่งยืน
เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2569 เครือข่ายสโมสรและองค์กรนิสิตนักศึกษาจาก 3 มหาวิทยาลัย รวม 19 องค์กร ออกแถลงการณ์ร่วม กรณีรัฐบาลไทยให้การต้อนรับ พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้นำคณะรัฐประหารประเทศเมียนมา ซึ่งมีกำหนดเดินทางเยือนประเทศไทย โดยแสดงจุดยืนคัดค้านและเรียกร้องให้รัฐบาลไทยพิจารณาท่าทีอย่างรอบคอบ
แถลงการณ์ระบุว่า นับตั้งแต่การรัฐประหารในเมียนมาเมื่อปี 2564 พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย เป็นผู้นำกองทัพที่ยึดอำนาจจากรัฐบาลพลเรือน และสถานการณ์ความขัดแย้งรุนแรงภายในประเทศได้ส่งผลกระทบต่อประชาชนและเยาวชนชาวเมียนมาจำนวนมาก ทั้งด้านการศึกษา ความปลอดภัย และการดำรงชีวิต
กลุ่มนิสิตนักศึกษา ระบุด้วยว่า การใช้ความรุนแรงเพื่อรักษาอำนาจตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา ก่อให้เกิดปัญหาภายในเมียนมาหลายด้าน โดยเฉพาะประเด็น สิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานและความปลอดภัยในชีวิต รวมถึงทำให้ประชาชนจำนวนหนึ่งต้องอพยพออกจากประเทศ
นอกจากนี้ วิกฤตในเมียนมายังส่งผลกระทบข้ามพรมแดน โดยเฉพาะต่อประเทศไทย ทั้งปัญหาความไม่สงบตามแนวชายแดน การค้าชายแดน ความมั่นคงในภูมิภาค ตลอดจนปัญหาสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศ ซึ่งแถลงการณ์ยกกรณี สารพิษตกค้างในแม่น้ำกก เป็นหนึ่งในตัวอย่าง
หวั่น “ต้อนรับทางการ” กลายเป็นสร้างความชอบธรรม
แถลงการณ์ตั้งข้อสังเกตว่า หากรัฐบาลไทยให้การต้อนรับผู้นำเมียนมาอย่างเป็นทางการ หรือพัฒนาความสัมพันธ์ทางการทูตโดยไม่คำนึงถึงสถานการณ์และผลกระทบต่อประชาชน อาจถูกมองว่าเป็นการสร้างความชอบธรรมให้แก่ระบอบที่เป็นต้นเหตุของความขัดแย้ง และอาจไม่เอื้อต่อการสร้างเสถียรภาพระยะยาวระหว่างสองประเทศ
เครือข่ายนิสิตนักศึกษามองว่า หากรัฐบาลไทยมีความตั้งใจแก้ไขปัญหาในภูมิภาค ซึ่งทั้งประชาชนไทยและเมียนมาต้องร่วมรับผลกระทบ ไทยในฐานะประเทศเพื่อนบ้านและสมาชิกอาเซียน ควรดำเนินนโยบายที่มุ่งผลักดันสันติภาพในเมียนมา บนพื้นฐานของ หลักสิทธิมนุษยชน การคุ้มครองพลเรือน และการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน
พร้อมระบุว่า การดำเนินนโยบายต่างประเทศโดยให้น้ำหนักกับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจหรือการเมืองระยะสั้น จนละเลยหลักสิทธิมนุษยชน หลักนิติธรรม และเจตจำนงของประชาชนเมียนมา อาจไม่ใช่เส้นทางที่จะนำไปสู่สันติภาพและการพัฒนาที่ยั่งยืน
จี้รัฐบาลทบทวนท่าที–เปิดทางสู่สันติภาพ
ช่วงท้ายของแถลงการณ์ 19 สโมสรและองค์กรนิสิตนักศึกษา เรียกร้องให้รัฐบาลไทยและนายกรัฐมนตรี ยับยั้งการกระทำใด ๆ ที่อาจสนับสนุนหรือสร้างความชอบธรรมให้แก่รัฐบาลของ พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลไทยหันมาใช้บทบาททางการทูตเพื่อผลักดันการยุติความรุนแรงต่อประชาชน เปิดการเจรจาอย่างครอบคลุม และสร้างสันติภาพในเมียนมาอย่างยั่งยืน เพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชนทั้งไทยและเมียนมา
สำหรับเครือข่ายที่ร่วมลงชื่อประกอบด้วยองค์กรจาก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 6 องค์กร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน 1 องค์กร และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 12 องค์กร รวมทั้งสิ้น 19 สโมสรและองค์กรนิสิตนักศึกษา
โดยมีทั้งสโมสรนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะกรรมการนิสิตจากหลายคณะของจุฬาฯ องค์การบริหารองค์การนิสิต มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน รวมถึงองค์การนักศึกษา สภานักศึกษา และคณะกรรมการนักศึกษาจากหลายคณะและสถาบันของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมประกาศจุดยืนในครั้งนี้
แถลงการณ์ดังกล่าวลงวันที่ 7 สิงหาคม 2569 ท่ามกลางการจับตาท่าทีของรัฐบาลไทยต่อสถานการณ์เมียนมา และบทบาทของประเทศไทยในฐานะประเทศเพื่อนบ้านที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากวิกฤตที่ยืดเยื้อมานับตั้งแต่การรัฐประหาร ปี 2564



