กระทรวงสาธารณสุขแถลงชี้แจงกรณีประชาชนพบข้อมูลประวัติการรักษาในแอปพลิเคชัน “หมอพร้อม” ไม่ตรงกับประวัติการเข้ารับบริการจริง จนเกิดความกังวลเรื่องการสวมสิทธิรักษาพยาบาล ยืนยันจากการตรวจสอบเบื้องต้น ทั้ง 2 กรณีที่เป็นข่าว ไม่พบการสวมสิทธิหรือทุจริตในการเบิกค่ารักษา แต่เกิดจากความคลาดเคลื่อนในการบันทึกข้อมูลของหน่วยบริการ พร้อมสั่งตรวจสอบทุกข้อร้องเรียนทั่วประเทศ และเร่งแก้ไขข้อมูลให้ถูกต้อง
จากกรณีที่มีประชาชนหลายรายเผยแพร่ข้อมูลผ่านสื่อสังคมออนไลน์ หลังตรวจสอบประวัติการรักษาของตนเองในแอปพลิเคชัน “หมอพร้อม” แล้วพบว่ามีรายการเข้ารับบริการทางการแพทย์ที่ไม่เคยไปรับบริการจริง บางรายพบข้อมูลการรับยา หรือการตรวจรักษาในสถานพยาบาลที่ไม่เคยเดินทางไป ส่งผลให้เกิดความกังวลว่าข้อมูลสุขภาพอาจถูกนำไปใช้สวมสิทธิรักษาพยาบาล หรืออาจเกิดการทุจริตในระบบบริการสุขภาพ
ล่าสุด กระทรวงสาธารณสุขได้ตั้งคณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างเร่งด่วน และเปิดแถลงข่าวชี้แจงต่อสื่อมวลชน ที่ห้องประชุมชัยนาทนเรนทร สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข จังหวัดนนทบุรี โดยมี ดร.นายแพทย์โสภณ เอี่ยมศิริถาวร รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะประธานคณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริง พร้อมด้วย นายแพทย์เอกชัย เพียรศรีวัชรา โฆษกกระทรวงสาธารณสุข นายแพทย์นนท์ จินดาเวช นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดปทุมธานี และดร.นายแพทย์พิทักษ์พงศ์ พายุหะ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดร้อยเอ็ด ร่วมแถลงข่าว ใช้เวลาชี้แจงและตอบข้อซักถามของสื่อมวลชนนานกว่า 45 นาที
นายแพทย์เอกชัย กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุขขอขอบคุณประชาชนและสื่อมวลชนที่ช่วยสะท้อนปัญหา เนื่องจากข้อมูลสุขภาพเป็นข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง และเกี่ยวข้องกับความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบสาธารณสุขของประเทศ หลังได้รับข้อร้องเรียน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขและผู้บริหารกระทรวงได้สั่งการให้ตรวจสอบทุกประเด็นอย่างเร่งด่วน โดยยึดหลักความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และร่วมดำเนินการกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ รวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
การตรวจสอบครั้งนี้ ไม่ได้จำกัดเฉพาะระบบแอปพลิเคชัน “หมอพร้อม” เท่านั้น แต่ครอบคลุมตั้งแต่ขั้นตอนการบันทึกข้อมูลของหน่วยบริการ การส่งข้อมูลเข้าสู่ฐานข้อมูลกลาง การเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างระบบ ไปจนถึงการแสดงผลบนแอปพลิเคชัน เพื่อค้นหาสาเหตุที่แท้จริงและวางมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำ
พร้อมยืนยันกระทรวงให้ความสำคัญกับข้อร้องเรียน ตรวจสอบทุกขั้นตอนอย่างโปร่งใส และเร่งแก้ไขข้อมูลให้ถูกต้อง
จากนั้น ดร.นายแพทย์โสภณ เอี่ยมศิริถาวร รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะประธานคณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริง ชี้แจงว่า แอปพลิเคชัน “หมอพร้อม” เป็นเพียงระบบแสดงผลข้อมูลสุขภาพ ไม่ใช่ระบบที่บันทึกข้อมูลการรักษาโดยตรง ข้อมูลทั้งหมดเกิดจากการบันทึกของโรงพยาบาลหรือหน่วยบริการที่ประชาชนเข้ารับบริการ ก่อนจะส่งเข้าสู่ฐานข้อมูลกลางและแสดงผลผ่านแอปพลิเคชัน
ดร.นายแพทย์โสภณ กล่าวว่า ระบบหมอพร้อมเริ่มพัฒนาขึ้นตั้งแต่ช่วงการระบาดของโควิด-19 เพื่อรองรับการบันทึกข้อมูลการฉีดวัคซีน ซึ่งมีการบันทึกข้อมูลการฉีดวัคซีนมากกว่า 140 ล้านครั้ง และต่อมาได้พัฒนาให้รองรับข้อมูลสุขภาพด้านอื่นๆ อย่างต่อเนื่อง กระทั่งปัจจุบันเป็นศูนย์รวมข้อมูลสุขภาพของประชาชน
เมื่อพบว่ามีข้อมูลของประชาชนบางรายไม่ถูกต้อง จึงเกิดคำถามว่าความผิดพลาดเกิดขึ้นได้อย่างไร และจะป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอีกได้อย่างไร คณะทำงานจึงเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริง และนำผลการตรวจสอบที่ได้ข้อสรุปแล้วมาเปิดเผยต่อสาธารณชน ขณะที่ข้อร้องเรียนอื่นๆ ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบเพิ่มเติม
สำหรับกรณีแรก ซึ่งเป็นกรณีของจังหวัดร้อยเอ็ด ตรวจสอบพบว่า ข้อมูลการรักษาที่ปรากฏในแอปเป็นข้อมูลการรักษาเมื่อปี 2562 สาเหตุเกิดจากในช่วงเวลาดังกล่าว หน่วยบริการยังใช้การบันทึกข้อมูลผ่านเอกสารกระดาษ ก่อนเจ้าหน้าที่จะนำข้อมูลมาคีย์เข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์
จากการตรวจสอบพบว่า มีผู้รับบริการอีกคนหนึ่งที่มีชื่อเหมือนกัน และตัวอักษรแรกของนามสกุลตรงกัน ทำให้เจ้าหน้าที่เลือกข้อมูลผิดขณะบันทึก ส่งผลให้ประวัติการรักษาสลับกันโดยไม่ได้ตั้งใจ
นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดร้อยเอ็ด ระบุว่า หลังทราบเรื่อง ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบทันที พร้อมเข้าพบเจ้าของข้อมูลเพื่อชี้แจงและขออภัย รวมถึงแก้ไขข้อมูลในฐานข้อมูลให้ถูกต้องแล้วนอกจากนี้ ตั้งแต่ปี 2564 เป็นต้นมา กระทรวงสาธารณสุขได้ปรับระบบการยืนยันตัวตนผู้รับบริการ โดยใช้บัตรประชาชนและระบบตรวจสอบตัวบุคคลที่รัดกุมมากขึ้น ทำให้โอกาสเกิดความผิดพลาดลักษณะนี้ลดลงอย่างมาก
ส่วนกรณีที่สอง เป็นกรณีของจังหวัดปทุมธานี ซึ่งผู้ร้องเรียนพบว่ามีประวัติการเข้าร่วมโครงการคัดกรองสุขภาพ รวมทั้งมีข้อมูลการจ่ายยา ทั้งที่ไม่เคยเดินทางไปรับบริการที่โรงพยาบาล
จากการตรวจสอบพบว่า ช่วงต้นปี 2569 โรงพยาบาลมีโครงการเชิงรุกลงพื้นที่ชุมชน ได้แก่ โครงการคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ โครงการคัดกรองมะเร็งปากมดลูก และโครงการจ่ายยาเม็ดเสริมธาตุเหล็ก โดยอาศัยข้อมูลที่เจ้าหน้าที่สาธารณสุขในพื้นที่รวบรวมส่งกลับมายังโรงพยาบาล
ในขั้นตอนดังกล่าวเกิดความคลาดเคลื่อนในการสื่อสาร ทำให้เจ้าหน้าที่บันทึกชื่อผู้ร้องเรียนเข้าสู่ระบบในฐานะกลุ่มเป้าหมายของโครงการอย่างไรก็ตาม เมื่อตรวจสอบย้อนหลัง ไม่พบการเบิกจ่ายงบประมาณจากกองทุนสุขภาพ เนื่องจากผู้ร้องเรียนมีอายุไม่เข้าเกณฑ์ของโครงการ อีกทั้งห้องยายืนยันว่าไม่มีการจ่ายยาออกจากคลังยาแต่อย่างใด จึงไม่พบความเสียหายจากการใช้สิทธิรักษาพยาบาล หรือการเบิกงบประมาณโดยมิชอบ โรงพยาบาลได้ติดต่อผู้ร้องเรียนโดยตรง เพื่อขอแก้ไขข้อมูลในระบบให้ถูกต้อง และเปิดช่องทางให้ประชาชนที่พบข้อมูลผิดปกติสามารถแจ้งหน่วยบริการเพื่อดำเนินการแก้ไขได้ทันที
ดร.นายแพทย์โสภณ ยืนยันว่า ตัดประเด็นเรื่องการทุจริตออกไปได้ เพราะเกิดจากความผิดพลาดในการบันทึกข้อมูลที่จะต้องดำเนินการแก้ไข พร้อมขอโทษผู้รับบริการที่ทำให้มีประวัติที่ไม่ถูกต้อง และจะต้องหาวิธีป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นซ้ำอีก โดยให้เวลาหน่วยต้นสังกัดตรวจสอบแล้วรายงานผลกลับมา ภายใน 1-2 สัปดาห์ ทั้งนี้มีคำร้องผู้แจ้งเข้ามา 13,000 ครั้ง ซึ่งบางคำร้องผู้ร้องได้ร้องเข้ามามากกว่าหนึ่งครั้งจึงคิดว่าตัวเลขผู้ร้องอาจมีไม่ถึง 13,000 คน โดยจะแบ่งแยกเป็นรายพื้นที่ หน่วยให้บริการ และรายจังหวัด ซึ่งอาจเกิดได้จาก 3 สาเหตุหลัก คือ 1.เรื่องผิดพลาดในการทำงานของบุคคล 2.แรงกดดันอาจเกี่ยวกับตัวชี้วัด และ3.การลงข้อมูลเกี่ยวกับการเบิกจ่าย ซึ่งทั้ง 3 กรณีนี้ขอเวลาภายในสัปดาห์หน้าจะมีความชัดเจนขึ้น
เมื่อถามว่า ในแพลตฟอร์มอื่นๆ เช่น Health Link จะตรวจสอบร่วมกับ สปสช. หรือไม่ ดร.นายแพทย์โสภณ กล่าวว่า ในระบบประเทศไทยมีแอปพลิเคชันที่สามารถแสดงข้อมูลส่วนบุคคลมากกว่าหนึ่งแอปปพลิเคชันในกรณีนี้เป็นแอปพลิเคชั่นทางรัฐใช้วิธีการส่งต่อข้อมูลจากอีกฐานข้อมูลหนึ่งซึ่งไม่ใช่เป็นส่วนที่กระทรวงสาธารณสุขรับผิดชอบโดยตรง ดังนั้นจะต้องทำงานร่วมกับคนที่ดูแลระบบเพื่อให้เกิดความชัดเจนว่าส่วนที่มีความคลาดเคลื่อนเกิดขึ้นจากเหตุใด
ด้านนายแพทย์ วิจักษณ์ กาญจนอุทัย ผู้พัฒนาระบบแอปพลิเคชันหมอพร้อม ยืนยันว่าระบบนี้ผู้เข้ารับบริการเป็นผู้เข้าถึงข้อมูลได้แต่เพียงผู้เดียว เพราะมีการยืนยันตัวตนเข้าระบบด้วยดิจิตอลไอดี ซึ่งมีมาตรฐานการยืนยันตัวตนที่ได้มาตรฐาน พร้อมยืนยันว่าไม่มีการส่งข้อมูลสุขภาพของประชาชนให้กับหน่วยบริการ หรือบริษัทประกันแต่อย่างใด
ด้านรองปลัดกระทรวงสาธารณสุข ย้ำว่า จากการตรวจสอบทั้งสองกรณี ยังไม่พบหลักฐานว่ามีการสวมสิทธิรักษาพยาบาล หรือการทุจริตในการเบิกค่ารักษา แต่เป็นความผิดพลาดในกระบวนการบันทึกข้อมูลของหน่วยบริการ ซึ่งกระทรวงจะใช้เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นโอกาสยกระดับมาตรฐานการบันทึกข้อมูลสุขภาพ เพิ่มความเข้มงวดในการยืนยันตัวบุคคล และตรวจสอบข้อมูลทั้งระบบ พร้อมขอความร่วมมือประชาชนตรวจสอบข้อมูลสุขภาพของตนเองผ่านแอปพลิเคชัน “หมอพร้อม” อย่างสม่ำเสมอ หากพบข้อมูลผิดปกติ สามารถแจ้งโรงพยาบาลหรือหน่วยบริการที่เกี่ยวข้อง เพื่อดำเนินการตรวจสอบและแก้ไขข้อมูลได้ทันที เพื่อให้ข้อมูลสุขภาพของประชาชนมีความถูกต้อง ครบถ้วน และสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบสาธารณสุขของประเทศต่อไป

