กมธ.พลังงาน วุฒิสภา เสนอหลักการแก้ปัญหาค่าไฟสาธารณะ “ใครเป็นผู้ใช้ คนนั้นเป็นผู้จ่าย”

3

วันที่ 22 กรกฎาคม 2569 เวลา 10.00 นาฬิกา ณ ห้องแถลงข่าวสื่อมวลชน ชั้น 1 อาคารรัฐสภา (สส.) คณะกรรมาธิการการพลังงาน วุฒิสภา นำโดย นายพรเพิ่ม ทองศรี ประธานคณะกรรมาธิการฯ แถลงข่าวเรื่อง “ค่าไฟแฝง” โดยกล่าวว่า คณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพลังงาน วุฒิสภา ได้ติดตามปัญหาการคำนวณค่าไฟสาธารณะที่ส่งผลกระทบต่อประชาชน โดยที่หลายคนไม่ทราบถึงที่มาและการจัดเก็บเงินในส่วนดังกล่าวที่ผู้ใช้ไฟฟ้าทุกคนต้องรับภาระ ทำให้กระทบต่อต้นทุนค่าครองชีพของประชาชน กมธ.จึงได้ตั้งคณะทำงานพิจารณาติดตามตรวจสอบต้นทุนค่าไฟฟ้าแฝงที่มีผลต่อราคาค่าไฟ เพื่อพิจารณาตรวจสอบหลักเกณฑ์การกำหนดโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้า ทั้งในส่วนของต้นทุนระบบผลิตไฟฟ้า ระบบส่งไฟฟ้า ระบบจำหน่ายไฟฟ้า และการให้บริการ โดยมีการเชิญหน่วยงานต่าง ๆ ร่วมประชุมเพื่อให้ข้อมูลแก่คณะทำงาน อาทิ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค การไฟฟ้านครหลวง กิจการไฟฟ้าสวัสดิการสัมปทานกองทัพเรือ

สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน กรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น สำนักงบประมาณ ฯลฯ โดยเห็นว่า ในการแก้ไขปัญหาค่าไฟฟ้าสาธารณะที่เกิดขึ้น ควรพิจารณาให้เป็นไปตามหลักการ “ผู้ใช้เป็นผู้จ่าย” และแยกค่าไฟฟ้าสาธารณะเป็นประเภทผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทใหม่ให้มีความชัดเจน พร้อมเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหา ดังนี้

1.การบริหารจัดการค่าไฟฟ้าสาธารณะในอนาคตควรดำเนินไปภายใต้หลักการสำคัญว่า “ผู้ใดใช้บริการ ผู้นั้นเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่าย” เพื่อให้การจัดสรรภาระค่าใช้จ่ายเป็นไปอย่างโปร่งใส เป็นธรรม และสะท้อนต้นทุนการให้บริการที่แท้จริง ทั้งยังช่วยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถวางแผนงบประมาณและบริหารทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น หลักการดังกล่าวมุ่งสร้างความชัดเจนในบทบาทหน้าที่ของแต่ละหน่วยงาน ลดความซ้ำซ้อนในการรับภาระค่าใช้จ่าย และส่งเสริมให้เกิดการใช้พลังงานอย่างคุ้มค่าในระยะยาว การไฟฟ้าฝ่ายจำหน่ายสามารถที่จะบริหารจัดการการสูญเสียในระบบจำหน่ายได้ถูกต้องมากขึ้น

2.ปัจจุบัน หน่วยงานที่รับผิดชอบภาระค่าไฟฟ้าสาธารณะให้แก่การไฟฟ้าฝ่ายจำหน่าย ได้แก่ กรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ซึ่งการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่ายได้ติดตั้งมิเตอร์วัดหน่วยการใช้ไว้แล้ว คิดเป็นเงินรวม 19,000 ล้านบาทต่อปี เฉลี่ย 0.0983 บาท/หน่วย ขณะที่การไฟฟ้าฝ่ายจำหน่าย ได้แก่ การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) หมายความรวมถึงกิจการไฟฟ้าสวัสดิการฐานทัพเรือสัตหีบ ยังไม่มีภาระค่าใช้จ่ายในการปักเสาและพาดสายไฟฟ้าสาธารณะ คิดเป็นเงินรวมประมาณ 2,030 ล้านบาทต่อปี เฉลี่ย 0.0105 บาท/หน่วย คิดตามอัตราค่าไฟฟ้าประเภทกิจการขนาดเล็ก ขนาดกลางและขนาดใหญ่ เพียงแต่ยังมิได้เก็บเงินค่าไฟฟ้าเนื่องจากได้รับการผ่อนผันตามมติ ครม.

ซึ่งหากปรับปรุงมติ ครม. ดังกล่าว รายได้จะเพิ่มขึ้นสุทธิ 17,000 ล้านบาท/ปี คิดเป็น 0.0878 บาท/หน่วย แล้วจะสะท้อนให้เห็นถึงโครงสร้างต้นทุนที่แท้จริง ในการให้บริการไฟฟ้าทั้งหมดในภาพรวมของประเทศ ดังนั้น จากแนวทางดังกล่าว หากมีการปรับระบบการรับผิดชอบค่าใช้จ่ายให้สอดคล้องกับหลักการข้างต้น จะส่งผลให้ฐานะทางการเงินของการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่ายมีรายได้สุทธิเพิ่มขึ้นประมาณ 17,000 ล้านบาท ทั้งนี้ ในปัจจุบัน หากการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่ายมีรายได้เกินเกณฑ์ฐานะการเงินที่กำหนดไว้ (ROIC) กิจการหลักไม่เกิน 4.26% แล้ว ดังนั้นรายได้ที่เพิ่มขึ้นดังกล่าวจะสามารถนำไปลดค่าไฟฟ้าเฉลี่ยของประเทศได้ประมาณ 0.0878 บาทต่อหน่วย คำนวณจากปริมาณการจำหน่ายไฟฟ้าเฉลี่ย 3 ปี เท่ากับ 193,397 ล้านหน่วยต่อปี ซึ่งจะช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนและเพิ่มความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศในภาพรวม

3.ในด้านการลดภาระงบประมาณของภาครัฐ ได้เสนอให้กรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ดำเนินมาตรการ Demand Side Management (DSM) โดยเร็ว โดยเฉพาะการทยอยเปลี่ยนหลอดไฟฟ้าแสงสว่างเป็นหลอดไฟ Light Emitting Diode : LED ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพสูง ใช้พลังงานน้อยกว่าหลอดส่องสว่างแบบเดิมที่เป็นหลอดโซเดียมความดันสูง (High Pressure Sodium หรือ HPS) เป็นหลอดไฟประเภทปล่อยประจุความเข้มสูง (H I D) ที่ให้แสงสีเหลืองอมส้ม และหลอด LED ในปัจจุบันมีอายุการใช้งานยาวนานกว่าเมื่อเทียบกับหลอดไฟแบบเดิม โดยสามารถลดการใช้พลังงานไฟฟ้าได้ประมาณ 52% การดำเนินมาตรการดังกล่าวไม่เพียงช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานในระยะยาว แต่ยังช่วยลดภาระในการบำรุงรักษา เพิ่มความสว่างและความปลอดภัยในพื้นที่สาธารณะ ตลอดจนสนับสนุนเป้าหมายการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

4.สำหรับแนวทางการดำเนินงาน เสนอให้เริ่มใช้อัตราค่าไฟฟ้าสาธารณะตั้งแต่รอบบิลค่าไฟฟ้าประจำเดือนตุลาคม 2569 เป็นต้นไป ซึ่งเป็นช่วงเริ่มต้นของปีงบประมาณ 2570 โดยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องใช้เงินงบประมาณคงเหลือ (เหลือจ่าย) มาดำเนินการก่อน หากงบประมาณยังไม่เพียงพอ ขอให้มีมติให้บันทึกเป็นหนี้ค้างรับกับการไฟฟ้า และจัดทำคำของบประมาณเพื่อชำระหนี้พร้อมของบประมาณใหม่ในปีงบประมาณ 2571 แนวทางนี้จะช่วยให้การเปลี่ยนผ่านเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ไม่กระทบต่อการให้บริการสาธารณะ และเปิดโอกาสให้หน่วยงานสามารถปรับตัวตามโครงสร้างค่าใช้จ่ายใหม่ได้อย่างเหมาะสม

5.นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอให้กำหนดนิยามของค่าไฟฟ้าสาธารณะให้ชัดเจนเป็นแนวทางเดียวกันทุกการไฟฟ้า จะหมายความรวมถึงการติดตั้งกล้องโทรทัศน์วงจรปิด (CCTV) หรืออุปกรณ์สาธารณะอื่น ๆ บนเสาไฟฟ้าสาธารณะด้วยหรือไม่ และพิจารณาประเภทไฟฟ้าสาธารณะให้แก่หน่วยงานนิติบุคคล หมู่บ้านจัดสรร คอนโด ที่จัดบริการให้ลูกบ้านด้วย เพื่อความเป็นธรรม เพราะบ้านอยู่อาศัยในโครงการเหล่านั้น ได้ร่วมกันจ่ายค่าไฟฟ้าสาธารณะเป็นประจำทุกเดือนสำหรับไฟฟ้าแสงสว่างตามท้องถนนจนมาถึงทางเข้าหมู่บ้าน กลับต้องมาจ่ายค่าไฟฟ้าส่วนกลางของนิติบุคคลเพิ่มเติมอีก

6.พิจารณาการแบ่งปันรายได้จากการใช้โครงสร้างพื้นฐานสาธารณะ เช่น การติดตั้งกล้องโทรทัศน์วงจรปิด (CCTV) หรืออุปกรณ์สาธารณะอื่น ๆ บนเสาไฟฟ้าสาธารณะ โดยแบ่งรายได้ให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในสัดส่วนที่เหมาะสม ตัวอย่างเช่น 70 : 30 เพื่อให้เกิดประโยชน์ร่วมกันระหว่างหน่วยงานเจ้าของพื้นที่และหน่วยงานผู้ให้บริการ ตลอดจนเพิ่มศักยภาพในการดูแล บำรุงรักษา และพัฒนาระบบไฟฟ้าสาธารณะให้มีความมั่นคง ปลอดภัย และยั่งยืนมากยิ่งขึ้น

7.การกำหนดประเภทอัตราค่าไฟฟ้า
สาธารณะ สามารถดำเนินการได้เป็น 2 ระยะ ระยะแรกกำหนดให้ใช้อัตราค่าไฟฟ้าส่วนราชการเช่นเดียวกับที่เคยมีการใช้งานมาในอดีต โดยยกเว้นยกเว้นการเก็บค่าความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด (Demand Charge) ที่เป็นตัวคำนวณการเก็บค่าไฟฟ้าขั้นต่ำ (Minimum Charge คิด 70% ของค่า Demand Charge สูงสุดในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมา) เพราะ อปท. ประสบปัญหาค่าไฟฟ้าแสงสว่างของสนามกีฬาตามธรรมชาติที่เปิดใช้งานในช่วงหัวค่ำ (18.00-22.00 น.) ที่ยังอยู่ในช่วง Peak (09.00-22.00 น. ของวันจันทร์ – ศุกร์) ด้วย ก็จะบรรเทาภาระค่าไฟฟ้าของ อปท. ได้ ในส่วนของระยะที่สอง ให้ศึกษาพร้อมกันกับการปรับโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าใหม่ ปี 2570-2574 ตามที่ กพช. มีมติให้ดำเนินการต่อไป

นายพรเพิ่ม ทองศรี ประธาน กมธ. กล่าวว่า กมธ.จะนำข้อเสนอแนะของคณะทำงานฯ ปรึกษาหารือร่วมกับกระทรวงพลังงาน เพื่อสร้างความเป็นธรรมในการรับผิดชอบค่าใช้จ่ายด้านไฟฟ้าสาธารณะ ส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ลดภาระค่าไฟฟ้าของประเทศ และสนับสนุนการบริหารงบประมาณภาครัฐให้เกิดความคุ้มค่าสูงสุด เพื่อตอบสนองต่อประโยชน์ของประชาชนในระยะยาวอย่างแท้จริง