หน้าแรกกระบวนการยุติธรรม“วัชระ” ยื่น ป.ป.ช. เชือด “ประธานรัฐสภา-ที่ปรึกษา” ปมสกัดแถลงข่าวอาคารรัฐสภา! ซัดใช้อำนาจปิดปากตรวจสอบ ส่อผิดจริยธรรมร้ายแรง

“วัชระ” ยื่น ป.ป.ช. เชือด “ประธานรัฐสภา-ที่ปรึกษา” ปมสกัดแถลงข่าวอาคารรัฐสภา! ซัดใช้อำนาจปิดปากตรวจสอบ ส่อผิดจริยธรรมร้ายแรง

อดีต สส.ประชาธิปัตย์ ร้อง ป.ป.ช. เอาผิด “โสภณ ซารัมย์” ประธานรัฐสภา พร้อม พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ และเจ้าหน้าที่รัฐสภาที่เกี่ยวข้อง กล่าวหาสั่งตำรวจรัฐสภาปิดกั้น “วิลาศ จันทร์พิทักษ์” ไม่ให้แถลงข่าวเปิดโปงปัญหาการก่อสร้างอาคารรัฐสภาใหม่ อ้างเป็นการใช้อำนาจขัดรัฐธรรมนูญ ละเมิดสิทธิเสรีภาพประชาชน และเข้าข่ายฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง พร้อมขอ ป.ป.ช. ไต่สวนและส่งศาลฎีกาพิจารณาลงโทษตามกฎหมาย

เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 นายวัชระ เพชรทอง อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ได้ยื่นหนังสือต่อ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ขอให้ไต่สวนและวินิจฉัยกรณีที่ นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา, พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ที่ปรึกษาประธานรัฐสภา รวมถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจรัฐสภาที่เกี่ยวข้อง ว่าเข้าข่ายฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง

หนังสือร้องเรียนอ้างว่า เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2569 นายวิลาศ จันทร์พิทักษ์ อดีต ส.ส. 8 สมัย ได้เดินทางมายังอาคารรัฐสภาเพื่อแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนเกี่ยวกับข้อสงสัยและความชำรุดบกพร่องของโครงการก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ หรือ “สัปปายะสภาสถาน” หลังครบกำหนดระยะเวลาค้ำประกันผลงานก่อสร้าง โดยระบุว่าได้ดำเนินการขออนุญาตใช้สถานที่อย่างถูกต้อง และมีสมาชิกวุฒิสภารับรองการใช้พื้นที่แล้ว

อย่างไรก็ตาม ระหว่างเตรียมแถลงข่าว ปรากฏว่ามีเจ้าหน้าที่ตำรวจรัฐสภากว่า 15 นายเข้าสกัดกั้น ไม่อนุญาตให้ดำเนินการแถลงข่าว จนไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลต่อสื่อมวลชนได้กล่าวหาสั่งปิดกั้นการตรวจสอบ

ผู้ร้อง อ้างว่า ก่อนเกิดเหตุมีการประชุมและมีคำสั่งจากผู้มีอำนาจในรัฐสภาให้เจ้าหน้าที่ตำรวจรัฐสภาเข้าป้องกันไม่ให้มีการแถลงข่าว โดยเห็นว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อขัดขวางการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับความบกพร่องของอาคารรัฐสภา และอาจเป็นการเอื้อประโยชน์แก่ผู้รับเหมาก่อสร้าง

นายวัชระ ระบุว่า การกระทำดังกล่าวไม่เพียงเป็นการปิดกั้นการตรวจสอบการใช้เงินภาษีของประชาชน แต่ยังเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร ซึ่งเป็นหลักการสำคัญของระบอบประชาธิปไตยอ้างผิดรัฐธรรมนูญ-ผิดจริยธรรมร้ายแรง

คำร้องระบุว่า การกระทำของผู้ถูกร้องอาจเข้าข่ายฝ่าฝืนบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 มาตรา 50 ที่กำหนดหน้าที่ของประชาชนในการไม่สนับสนุนการทุจริตและประพฤติมิชอบ รวมถึงอาจขัดต่อมาตรฐานทางจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหลายข้อ ได้แก่ปฏิบัติหน้าที่โดยไม่สุจริตและไม่ยึดประโยชน์ส่วนรวม ปล่อยให้มีการใช้อำนาจโดยมิชอบครอบงำการปฏิบัติหน้าที่ กระทำการที่ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์ของตำแหน่งอาจมีลักษณะผลประโยชน์ทับซ้อนและขัดหลักธรรมาภิบาล ชี้รัฐเสี่ยงเสียหายมหาศาล

ผู้ร้อง ยังระบุว่า การสกัดกั้นการเปิดเผยข้อมูลอาจทำให้รัฐสูญเสียโอกาสในการเรียกร้องค่าเสียหายหรือค่าปรับจากผู้รับเหมาก่อสร้าง หากพบความชำรุดบกพร่องภายในระยะเวลาประกันผลงาน อีกทั้งยังทำลายความเชื่อมั่นของประชาชนต่อสถาบันนิติบัญญัติ และกระทบต่อหลักนิติรัฐและหลักประชาธิปไตย ขอ ป.ป.ช. ส่งศาลฎีกาวินิจฉัย

ท้ายคำร้อง นายวัชระขอให้ ป.ป.ช. ดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริง หากพบว่ามีมูลความผิด ขอให้ส่งเรื่องต่อศาลฎีกาเพื่อวินิจฉัยและลงโทษตามกฎหมาย พร้อมขอให้แจ้งผลการดำเนินการกลับมายังผู้ร้องภายใน 15 วัน

ทั้งนี้ คำร้องดังกล่าวเป็นการกล่าวอ้างของผู้ร้องต่อ ป.ป.ช. ซึ่งกระบวนการตรวจสอบและวินิจฉัยข้อเท็จจริงยังอยู่ในอำนาจของ ป.ป.ช. และผู้ถูกร้องทุกคนยังถือเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะมีคำวินิจฉัยหรือคำพิพากษาถึงที่สุดตามกฎหมาย

RELATED ARTICLES
- Advertisment -spot_img
- Advertisment -spot_img
- Advertisment -spot_img