เมื่อวันที่ 18 ก.ค.2569 โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย เผยแพร่ข้อมูลให้ความรู้ประชาชนเกี่ยวกับการแยกความแตกต่างระหว่าง “ไข้หวัด” และ “ไซนัสอักเสบ” ซึ่งมีอาการหลายอย่างคล้ายกัน แต่มีสาเหตุและแนวทางการรักษาที่แตกต่างกัน พร้อมย้ำว่าไม่ควรซื้อยาปฏิชีวนะรับประทานเอง หากสงสัยว่าเป็นไซนัสอักเสบควรเข้ารับการตรวจวินิจฉัยจากแพทย์

จากข้อมูลระบุว่า ไข้หวัด ส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อไวรัส อาการมักดีขึ้นได้เองภายในไม่กี่วัน โดยผู้ป่วยจะมีน้ำมูกใสไหลมาก คัดจมูก ไอ จาม เจ็บคอ และอาจมีไข้ต่ำ ๆ ร่วมกับอาการเมื่อยล้า
ขณะที่ ไซนัสอักเสบ เกิดจากการอักเสบของโพรงอากาศรอบจมูก มักเกิดภายหลังเป็นไข้หวัดหรือมีภาวะระคายเคือง ผู้ป่วยมักมีน้ำมูกเหนียวข้น เปลี่ยนสี และมีน้ำมูกไหลลงคอ คัดจมูกมาก รู้สึกแน่นบริเวณใบหน้า หน้าผาก หรือโหนกแก้ม และในบางรายอาจมีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน ทำให้มีไข้หรือปวดเฉพาะตำแหน่งได้
โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์แนะนำว่า หากสังเกตพบว่าอาการเข้าข่ายไซนัสอักเสบ ควรรีบพบแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสม ซึ่งอาจได้รับยาพ่นจมูกเพื่อลดการอักเสบ และในบางรายอาจจำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะตามดุลยพินิจของแพทย์
พร้อมกันนี้ยังเน้นย้ำว่า ประชาชนไม่ควรซื้อยาปฏิชีวนะมารับประทานเอง เพราะอาจไม่ตรงกับสาเหตุของโรค เพิ่มความเสี่ยงต่อการดื้อยา และทำให้การรักษาในอนาคตมีประสิทธิภาพลดลง
สรุปประเด็นสำคัญไข้หวัด เกิดจากไวรัส มักหายเองภายในไม่กี่วัน ไซนัสอักเสบ เป็นการอักเสบของโพรงอากาศรอบจมูก อาจเกิดหลังเป็นไข้หวัด ไข้หวัดมักมี น้ำมูกใส ไอ จาม เจ็บคอ ไซนัสอักเสบมักมี น้ำมูกข้นเปลี่ยนสี คัดจมูกรุนแรง ปวดหรือแน่นใบหน้า หากสงสัยว่าเป็นไซนัสอักเสบ ควรพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและรักษา ไม่ควรซื้อยาปฏิชีวนะรับประทานเอง เพราะอาจไม่จำเป็นและเสี่ยงเกิดเชื้อดื้อยา

