“แหม่ม วิชุดา” เดือด! ตั้งโต๊ะแถลงฟ้องกลับ 2 นักธุรกิจ-1 ทนาย ข้อหาหนักกรรโชกทรัพย์-แจ้งความเท็จ!

8

จากกรณีประเด็นร้อนแรงในสังคม ล่าสุดวันนี้ (15 ก.ค. 2569) นักแสดงรุ่นใหญ่ชื่อดัง “แหม่ม-วิชดา พินดั้ม” ได้ออกมาเปิดใจอย่างเป็นทางการถึงกรณีที่ตนเองถูกแจ้งข้อกล่าวหาในคดีร่วมกันฉ้อโกงมูลค่ากว่า 40 ล้านบาท โดยเจ้าตัวยืนยันความบริสุทธิ์ใจอย่างเต็มเปี่ยมว่าไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการโกงใครทั้งสิ้น พร้อมทั้งมั่นใจในพยานหลักฐานที่มีอยู่ทั้งหมด จึงได้ตัดสินใจดำเนินการฟ้องกลับคู่กรณีใน 3 ข้อหาหนัก ประกอบไปด้วย ข้อหาแจ้งความเท็จ ข้อหากลั่นแกล้งผู้อื่นให้ได้รับโทษทางอาญา และข้อหากรรโชกทรัพย์ ซึ่งในการแถลงข่าวครั้งนี้ยังมีตัวแทนนักสิทธิมนุษยชนอย่าง “อี้-แทนคุณ จิตต์อิสระ” และ “ทนายกุ้ง-อำนวยพร มณีวรรณ” ทนายความส่วนตัว มาร่วมยืนเคียงข้างเพื่อเป็นพยานและให้การสนับสนุนในชั้นศาลอีกด้วย

แหม่ม วิชดา เปิดเผยด้วยความอัดอั้นว่า การตัดสินใจออกมาพูดและเดินหน้าสู้คดีในวันนี้ เพราะต้องการให้เรื่องราวของตนเองเป็นอุทาหรณ์และเป็นประโยชน์ต่อประชาชนทั่วไปที่อาจจะตกอยู่ในสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออกเช่นนี้ ว่าควรจะมีแนวทางในการรับมือและปกป้องสิทธิ์ของตนเองอย่างไร พร้อมกันนี้ยังได้ตั้งคำถามส่งตรงถึงคู่กรณีว่า เหตุใดจึงต้องมาทำพฤติกรรมกลั่นแกล้งกันเช่นนี้ ทั้งที่ในความเป็นจริงไม่เคยมีปัญหากันมาก่อน และฝั่งคู่กรณีเองก็ย่อมรู้ดีอยู่แก่ใจว่าตนไม่มีทางทำเรื่องทุจริตแบบนั้นอย่างแน่นอน การนำชื่อของตนไปพ่วงในคดีร่วมกันฉ้อโกงถือเป็นการทำร้ายจิตใจและชื่อเสียงของตนเป็นอย่างมาก ซึ่งคู่กรณีถือว่าคิดผิดอย่างมหันต์ที่เลือกทำแบบนี้ นอกจากนี้เธอยังได้ฝากเรื่องไปถึงผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เพื่อขอความเมตตาและขอความเป็นธรรมในการตรวจสอบคดี เนื่องจากหมายเรียกผู้ต้องหาดังกล่าวได้ค้างคาอยู่ที่สถานีตำรวจนครบาลปทุมวันมานานกว่า 2 ปีแล้ว ซึ่งถือเป็นความผิดพลาดอย่างร้ายแรงในขั้นตอนการออกหมาย

ทางด้าน ทนายกุ้ง อำนวยพร มณีวรรณ ทนายความผู้ดูแลคดีระบุว่า ทางทีมกฎหมายได้ยื่นฟ้องกลับคู่กรณีไปแล้วเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งศาลได้มีการนัดไต่สวนมูลฟ้องในวันที่ 21 กันยายน 2569 นี้ ขณะเดียวกัน ทางทีมทนายความยังได้ดำเนินการยื่นฟ้องร้องและร้องขอความเป็นธรรมต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ปทุมวัน ที่เป็นผู้รับผิดชอบและออกหมายเรียกแหม่ม วิชดา ในฐานะผู้ต้องหา โดยไม่มีการตรวจสอบพยานหลักฐานและข้อเท็จจริงอย่างละเอียดถี่ถ้วน ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว ตามหลักฐานทั้งหมดที่มี ไม่พบความเชื่อมโยงใด ๆ ที่ส่อว่านักแสดงสาวมีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการฉ้อโกงดังกล่าวเลย และเธอควรจะถูกออกหมายเรียกในฐานะพยานเท่านั้น การกระทำของเจ้าหน้าที่จึงเข้าข่ายความผิดฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ซึ่งทางฝั่งแหม่ม วิชดา และทีมทนายความยืนยันว่าจะดำเนินคดีให้ถึงที่สุดเพื่อกู้ศักดิ์ศรีและความถูกต้องกลับคืนมา