หน้าแรกการเกษตร“รมช.วัชระพล” เดินหน้าปลดล็อกปัญหาโคนมไทย ดันนมโรงเรียนถึง ม.3 พร้อมเร่งฟื้นฟู อ.ส.ค.

“รมช.วัชระพล” เดินหน้าปลดล็อกปัญหาโคนมไทย ดันนมโรงเรียนถึง ม.3 พร้อมเร่งฟื้นฟู อ.ส.ค.

วันที่ 10 กรกฎาคม 2569 นายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมหารือแนวทางแก้ไขปัญหาอุตสาหกรรมโคนมไทย โดยมีนายธีระชัย แสนแก้ว ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายณณัฏฐ์ หงษ์ชูเวช เลขานุการรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายอภัย สุทธิสังข์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายพีรพันธ์ คอทอง เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร นางสาววัชรี วรรณศรี ผู้อำนวยการองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) พร้อมด้วยผู้บริหารและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมหารือและรับฟังข้อเสนอจากผู้แทนชุมนุมสหกรณ์โคนมแห่งประเทศไทยจาก 5 ภาค นำโดย นายสุบิน ป้อมโอชา ประธานชุมนุมสหกรณ์โคนมแห่งประเทศไทย จำกัด ณ ห้องประชุมองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) ตำบลคลองหนึ่ง อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี เพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาที่กระทบต่ออุตสาหกรรมโคนมไทยทั้งระบบ

นายวัชระพล กล่าวว่า ที่ประชุมหารือ 4 ประเด็นหลัก ได้แก่ การแก้ปัญหานมโรงเรียนคงค้างในสต๊อก การขยายโครงการอาหารเสริมนมโรงเรียนถึงระดับมัธยมศึกษาปีที่ 3 การบริหารจัดการการนำเข้านมผงภายใต้กรอบความตกลงการค้าเสรี (FTA) และแนวทางฟื้นฟู อ.ส.ค. โดยกระทรวงเกษตรฯ จะนำข้อเสนอของเกษตรกรไปพิจารณาร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อกำหนดแนวทางแก้ไขโดยเร็วที่สุด

สำหรับปัญหานมโรงเรียนคงค้างในสต๊อก ได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมปศุสัตว์ และ อ.ส.ค. เร่งสำรวจปริมาณนมคงเหลือ อายุผลิตภัณฑ์ และข้อมูลที่เกี่ยวข้องให้เป็นปัจจุบัน เพื่อจัดทำแผนบริหารสต๊อกนมและรองรับผลผลิตน้ำนมดิบของเกษตรกร พร้อมรับข้อเสนอไปหารือกับผู้บริหารรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งให้ศึกษาการปรับสัดส่วนการจัดสรรนมโรงเรียนให้เหมาะสม เพื่อเพิ่มโอกาสให้สหกรณ์โคนมและ อ.ส.ค. มีช่องทางรองรับผลผลิตมากขึ้น

นายวัชระพล กล่าวอีกว่า ส่วนข้อเสนอการขยายโครงการอาหารเสริมนมโรงเรียนถึงระดับมัธยมศึกษาปีที่ 3 ตนได้เร่งผลักดันเรื่องนี้มาตั้งแต่เข้ารับตำแหน่ง โดย ความคืบหน้าขณะนี้ กรมปศุสัตว์ได้ปรับปรุงรายละเอียดและส่งข้อมูลกลับไปยังสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีแล้ว หลังปรับตัวเลขให้เป็นปัจจุบันตามข้อสังเกต โดยจะเร่งผลักดันเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีโดยเร็ว ซึ่งคาดว่าจะใช้งบประมาณกว่า 1,000 ล้านบาท และรองรับผลผลิตน้ำนมดิบได้ประมาณ 90 ตัน/วัน

สำหรับข้อเสนอสนับสนุนการดื่มนมโรงเรียนตลอด 365 วัน กระทรวงเกษตรฯ รับข้อเสนอไว้พิจารณาแล้ว อย่างไรก็ตาม จากการประเมินเบื้องต้นพบว่าจะต้องใช้งบประมาณกว่า 14,000 ล้านบาท สูงกว่ากรอบงบประมาณปัจจุบัน จึงจะนำเรื่องไปหารือร่วมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และรัฐบาล เพื่อพิจารณาแนวทางที่เหมาะสม โดยอาจเริ่มจากการเพิ่มวันดื่มนมในช่วงวันหยุดหรือภาคฤดูร้อนเป็นลำดับต่อไป

“ในส่วนข้อกังวลเกี่ยวกับการนำเข้านมผงภายใต้กรอบ FTA กระทรวงเกษตรฯ เร่งพัฒนาศักยภาพเกษตรกร เพิ่ม ขีดความสามารถในการแข่งขันภายใต้กรอบการค้าเสรี ตลอดจนลดต้นทุน และเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร และ อสค. เพื่อลดผลกระทบ” นายวัชระพล กล่าวยืนยัน

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังรับทราบความร่วมมือระหว่าง อ.ส.ค. และการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ในการนำน้ำนมดิบส่วนเกินมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ “อะมิโนนม” สำหรับใช้เป็นธาตุอาหารพืช ช่วยเพิ่มมูลค่าน้ำนมดิบ ลดการสูญเสีย และรองรับปริมาณน้ำนมดิบส่วนเกินในระบบ โดย กยท. เตรียมขยายการดำเนินงานในระยะต่อไป เพื่อสร้างช่องทางใช้ประโยชน์จากน้ำนมดิบและเพิ่มรายได้กลับคืนสู่สหกรณ์และเกษตรกร

นายวัชระพล ยังได้เปิดเผยถึงแนวทางฟื้นฟู อ.ส.ค. และการช่วยเหลือในระยะต่อไปนั้น ต้องมุ่งให้องค์กรกลับมายืนได้อย่างมั่นคง ไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า โดยจะเร่งผลักดันแผนฟื้นฟูองค์กร การแต่งตั้งคณะกรรมการที่เกี่ยวข้อง และการจัดหาแหล่งเงินทุน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการ พัฒนาผลิตภัณฑ์ ปรับปรุงกระบวนการผลิต และเสริมกำลังรับซื้อน้ำนมดิบจากเกษตรกร

“ผมให้ความสำคัญกับพี่น้องเกษตรกรเป็นอันดับแรก และไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับภาคส่วนใด เรื่องใดที่ดำเนินการได้จะเร่งผลักดันทันที ส่วนเรื่องที่ต้องใช้เวลา จะติดตามและประสานทุกหน่วยงานอย่างใกล้ชิด พร้อมรายงานความคืบหน้าให้เกษตรกรทราบอย่างต่อเนื่อง เป้าหมายคือแก้ปัญหาให้เกิดผลเป็นรูปธรรม ทั้งการขยายโอกาสโครงการนมโรงเรียน การดูแลน้ำนมดิบ การฟื้นฟู อ.ส.ค. และการสร้างความเข้มแข็งให้อุตสาหกรรมโคนมไทยทั้งระบบ” นายวัชระพล กล่าว

RELATED ARTICLES
- Advertisment -spot_img
- Advertisment -spot_img
- Advertisment -spot_img