สำหรับทุเรียนของ สปป.ลาว ข้อมูลจาก อ.วุฒิชัย แจ่มสว่าง นักวิชาการการปลูกทุเรียน สปป.ลาว (อดีตเกษตรกร กูรูทุเรียนไทย) ที่ไปบุกเบิกปลูกทุเรียนในลาวมาหลายปี ให้เหตุผลว่า ลาวเริ่มซุ่มปลูกทุเรียนมาเมื่อราว 30-40 ปีที่แล้ว ส่วนใหญ่เป็นของข้าราชการใหญ่อย่างเจ้าแขวง เจ้าเมือง และนักธุรกิจไทยในลาวรวมถึงนักธุรกิจลาวเอง ต้นที่แก่ที่สุดตอนนี้อายุกว่า 40 ปี เป็นหมอนทองส่วนใหญ่

สำหรับเมืองที่ปลูกมากที่สุดคือ ปากเซ ห้วยกอง ปากซอง โดยลาวนำเข้าบุคลากร นักวิชาการ กูรู หรือแม้กระทั่งเกษตรกรไทยเข้าไปแล้วนับพันคน ซึ่งลาวยังขาดความรู้หลายเรื่องในด้านวิชาการ ขณะที่ลาวยังคงไม่นิ่งในการใส่ปุ๋ยและใช้ยา (เพราะดินเขายังสมบูรณ์ไม่ต้องใช้ปุ๋ยยาบ่อยเหมือนไทย ทำให้เป็นข้อได้เปรียบ)
ส่วนทุเรียนเล็กที่ลงปลูกเตรียมเก็บผลผลิต (ทุเรียนปลูกแล้ว 5 ปี) คาดว่าน่าจะมีประมาณ 5,000-6,000 เฮกตาร์ (31,250-37,500 ไร่) จำนวนหลายแสนต้น เมืองที่ปลูกมากที่สุดคือ อัตตะปือ สนามไชย ปากซอง ห้วยกอง (แขวงจำปาศักดิ์ และอัตตปือ ปลูกเยอะที่สุด) ยังมีวังเวียง เมืองเฟือง ปากซัน แขงปริคัมไซ ที่ปลูกรองลงมา

ขณะที่พื้นที่ปลูกทุเรียนในลาวมี 30,000-40,000 เฮกตาร์ (187,500-250,000 ไร่) ลงปลูกไปแล้วกว่า 10 ล้านต้น ส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ปากเซและอัตตปรือ ขณะที่พื้นที่ลาวยังคงสมบูรณ์ตามธรรมชาติ และมีอีกมากที่ยังไม่ถูกบุกรุกทำกสิกรรม ขณะเดียวกันทางการลาว ก็ส่งเสริมให้ปลูกทุเรียนเพิ่มขึ้น ที่แสบกว่าคือลาวปักหมุดแล้วว่า จะเป็นสวนที่เรียนที่ใหญ่ที่สุดในโลก ที่อัตปือ บนพื้นที่กว่า 30,000 ไร่ โดยมีจีนเป็นแบ็คอัพใหญ่ภายใต้สัญญา 50 ปี มีการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่ต่างๆ เครื่องจักรกลการเกษตรมาใช้ พร้อมไปกับให้สวนทุเรียนเป็นแลนด์มาร์คของ สปป.ลาว (ณ ปัจจุบัน ลาวมีต้นกล้าทุเรียนสต๊อกในประเทศ 3-4 ล้านต้น)
สำหรับปริมาณผลผลิต ทุเรียนลาวปีนี้ น่าจะออกสู่ตลาด 1,000-2,000 ตัน แต่ยังไม่สามารถสรุปได้ เพราะยอดยังกระจัดกระจาย ขณะเดียวกันลาวมีการเซ็น MOU กับทางการจีนในการส่งออกโดยตรงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว (บางสวนโดยเฉพาะสวนใหญ่ มีการเซ็นตรงกับห้างจีน ส่งตรงเข้าห้างจีนทั่วประเทศกว่า 7,000 แห่ง) แต่ราคายังอ้างอิงกับราคาทุเรียนไทยเป็นหลัก (อาจต่ำกว่าราคาทุเรียนไทยประมาณ 10%) จะส่งออกไปจีนได้อย่างเป็นรูปธรรมปีหน้า ส่วนที่ส่งออกแล้ว (ปีที่แล้ว) ส่วนใหญ่ส่งเข้ามาที่ไทยและขายที่ลาวเองอย่างละครึ่งต่อครึ่ง มีเล็กน้อยที่ส่งเข้าจีนไปเทสเนื้อ รสชาติ และยา ผลผลิตที่นับได้มี 2,000-3,000 ตัน

ความได้เปรียบของทุเรียนลาว…1.แรงงานถูกกว่าไทย ค่าแรงงานขั้นต่ำลาวสูงสุดอยู่ที่ 200-250 บาท 2.ยา (ถ้าทำเป็นอุตสาหกรรมอย่างไรก็จำเป็นต้องใช้) ยาจะมาจากจีนโดยตรงทำให้มีราคาถูกกว่าไทย 3.พื้นที่ยังสมบูรณ์ไม่ผ่านการใช้ปุ๋ยยาอย่างบ้าคลั่งเหมือนไทย ทำให้ประหยัดต้นทุนในส่วนนี้ ยกตัวอย่างไทยต้องใส่ปุ๋ย 15-15-15 ตลอดทั้งปี แต่ลาวดินยังมีธาตุอาหารในดินเยอะอาจใส่เป็นช่วงๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงปุ่ยแพง ณ ขณะนี้ ทำให้ลาวมีต้นทุนต่ำกว่าไทยมาก
4.มีรถไฟความเร็วสูงลาว-จีน ใช้เวลาไม่กี่ชั่วโมง และปี 2572 ทางด่วนลาวจะมาถึงปากเซ พื้นที่ปลูกทุเรียนมากที่สุด การขนส่งไปยังพื้นที่เมืองหลวงเวียงจันทร์หรือพื้นที่อื่นก็จะง่ายขึ้น ประหยัดค่าขนส่งขึ้นอีก 5.ลาวธรรมชาติยังอุดมสมบูรณ์ ทำให้น้ำท่ายังพอเพียงต่อครัวเรือนเกษตรกร ขณะที่ไทยสูญเสียส่วนนี้ไปแล้ว แต่ระบบชลประทานกลับรองรับพื้นที่เกษตรได้แค่ไม่ถึง 10% ส่วนใหญ่ต้องพึ่งพาเทวดาฟ้าฝน

สรุป ไทยต้องพัฒนาลอจิสติกส์ให้คอบคลุมพื้นที่ปลูกกับพื้นที่ขนส่ง หาวิธีการลดต้นทุนโดยเฉพาะการนำเทคโนโลยีมาใช้ ยกตัวอย่าง สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ ARDA ที่นำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยทุเรียน GI ทองผาภูมิ ส่งผลให้ผลผลิตเพิ่ม 76% ลดทุเรียนอ่อน 77% หนุนรายได้ชุมชนปีละกว่า 300 ล้านบาท
โดยสนับสนุนการพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีที่เหมาะสม ให้แก่กลุ่มวิสาหกิจชุมชนแปลงใหญ่ทุเรียนทองผาภูมิ และเครือข่ายผู้ปลูกทุเรียนในพื้นที่ ผ่าน 2 เทคโนโลยีสำคัญ ได้แก่ ระบบ IoT บริหารจัดการน้ำอัจฉริยะ ร่วมกับระบบ Mini Sprinkler เพื่อควบคุมความชื้นในแปลง ลดความเสี่ยงโรครากเน่าโคนเน่า และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำ และ ระบบ RFID ตรวจสอบย้อนกลับ ที่ช่วยติดตามแหล่งผลิตและควบคุมคุณภาพผลผลิตตลอดห่วงโซ่การผลิต สร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภคและตลาด

ผลจากการนำเทคโนโลยีไปใช้จริง ทำให้ผลผลิตทุเรียนเพิ่มจากไร่ละ 1,700–2,000 กก. เป็นกว่าไร่ละ 3,000 กก. หรือเพิ่มขึ้นสูงสุดกว่า 76% พร้อมลดปัญหาการตัดทุเรียนอ่อนจากร้อยละ 32.5 เหลือไม่เกินร้อยละ 10 หรือลดจาก 650 กก.ต่อไร่ เหลือไม่เกิน 150 กก.ต่อไร่ คิดเป็นการลดลงกว่า 77% ส่งผลให้คุณภาพผลผลิตมีความสม่ำเสมอ สร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภค และยกระดับมาตรฐานทุเรียน GI ทองผาภูมิให้สามารถแข่งขันในตลาดคุณภาพสูงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ความสำเร็จดังกล่าวส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้เฉลี่ยเพิ่มขึ้นจาก 138,160 บาท เป็น 216,900 บาทต่อไร่ต่อฤดูกาลผลิต ก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจในพื้นที่กว่า 15 – 20 ล้านบาทต่อปี
อย่างไรก็ตาม แม้ตอนนี้เราจะเปลี่ยนไปทำเป็นทุเรียนเกรดพรีเมี่ยม ก็ไม่ใช่ว่าลาวจะทำไม่ได้ เพราะตอนนี้ดูเหมือนเขาจะมีความพร้อมแทบทุกด้าน ทุกปัจจัยเอื้อต่อการผลิตและส่งออก องค์ความรู้พร้อมแล้วในทุกด้าน ฉะนั้นแม้เราจำทำเกรดพรีเมี่ยม ก็ใช่ว่าเขาจะทำไม่ได้ สิ่งเดียวที่เราพอจะทำได้ขณะนี้ก็คือ หาวิธีการลดต้นทุนให้ได้มากที่สุด ไม่ก็ทำเป็นเกรดพรีเมี่ยมพลัส รวมถึงหาตลาดใหม่ควบคู่กันไป ขณะเดียวกันก็ต้องนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยลดต้นทุน
ทีมข่าวเกษตรไทยแทบลอยด์ รายงาน

