“บารมีชั้น 14” ยังทอดเงาทับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ?

14

การยื่นใบลาออกของ “หมอทวีศิลป์” กลายเป็นประเด็นที่ทำให้หลายคนย้อนกลับไปมองเส้นทางชีวิตราชการของเจ้าตัวอีกครั้ง พร้อมกับคำถามที่ยังค้างอยู่ในสังคมว่า แท้จริงแล้ว เรื่องนี้กำลังเดินไปสู่บทสรุป หรือกำลังเปิดฉากของเกมบทใหม่กันแน่.?

เมื่อย้อนดูเส้นทางการเติบโตในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หลายคนย่อมมีสิทธิ์ตั้งคำถามว่า ผลงานใดคือผลงานที่สังคมจดจำมากที่สุดในช่วงดำรงตำแหน่งแพทย์ใหญ่ โรงพยาบาลตำรวจ

สำหรับหลายคน คำตอบอาจหนีไม่พ้น “ชั้น 14”ไม่ใช่เพราะเป็นผลงานที่เจ้าตัวประกาศ “แต่เพราะเป็นประเด็นที่สังคมพูดถึงมากที่สุด และยังส่งแรงสั่นสะเทือนมาถึงทุกวันนี้”

ขณะเดียวกัน ยังมีข้อเท็จจริงที่ปรากฏต่อสาธารณะ คือ มติของแพทยสภาที่มีการพิจารณาในคดีที่เกี่ยวข้อง ซึ่งอยู่ในกระบวนการตามกฎหมายและระเบียบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ส่วนประเด็นอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องวินัย เรื่องอาญา หรือการตรวจสอบของหน่วยงานต่าง ๆ หากยังอยู่ระหว่างกระบวนการ ย่อมต้องรอผลอย่างเป็นทางการ และไม่ควรด่วนสรุปแทนหน่วยงานผู้มีอำนาจ

แต่สิ่งที่สังคมตั้งคำถาม คือ พฤติการณ์หลายช่วงหลายตอนดูจะไม่สอดคล้องกัน ทั้งนี้มีรายงานข่าวว่า ในช่วงการพิจารณาแต่งตั้งผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เจ้าตัวได้ทำหนังสือแสดงความประสงค์ไม่รับการเลื่อนตำแหน่ง โดยอ้างว่าตนมีข้อบกพร่องบางประการ จึงไม่ขอรับการแต่งตั้ง เมื่อเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ ย่อมมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ตามมาว่า เหตุใดจึงไม่รับตำแหน่งที่สูงขึ้น ทั้งที่ถือเป็นความก้าวหน้าตามสายงาน

ต่อมา เมื่อมีข่าวการยื่นลาออก แต่กำหนดวันมีผลในอนาคต ไม่ใช่มีผลทันที ก็ยิ่งทำให้เกิดคำถามจากคนในองค์กรและสังคมว่า การกำหนดช่วงเวลาดังกล่าวมีเหตุผลด้านการบริหารงานตามปกติ หรือมีเหตุผลอื่นที่สาธารณะยังไม่รับทราบ

คำถามเหล่านี้เป็นเพียงข้อสงสัยที่เกิดขึ้นในพื้นที่สาธารณะ และควรได้รับคำอธิบายจากผู้เกี่ยวข้อง มากกว่าจะปล่อยให้เกิดการคาดเดา

ยิ่งเมื่อมีกระแสข่าวว่า อาจมีการใช้สิทธิทางกฎหมายดำเนินการกับผู้เกี่ยวข้องบางฝ่าย ก็ยิ่งทำให้เรื่องนี้ถูกจับตามองมากขึ้น เพราะหากเป็นเพียงการใช้สิทธิตามกฎหมาย ก็เป็นสิทธิที่ทุกคนพึงมี แต่หากปล่อยให้เกิดการตีความหรือข่าวลือโดยไม่มีข้อเท็จจริงรองรับ ความเสียหายก็จะตกอยู่กับทุกฝ่าย

คำถามสำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่บุคคลใดเพียงคนเดียว แต่อยู่ที่ผู้มีอำนาจตัดสินใจในวันนี้ ทั้งนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธาน ก.ตร. ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ตลอดจนคณะกรรมการที่เกี่ยวข้อง จะเลือกใช้มาตรฐานเดียวกันกับทุกคนหรือไม่.?เพราะหากมีข้อเท็จจริงปรากฏว่ามีพฤติการณ์เข้าข่ายผิดวินัยหรือผิดจริยธรรมตามระเบียบของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ก็ต้องดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายอย่างตรงไปตรงมา

หลักนิติธรรมจะมีความหมาย ก็ต่อเมื่อใช้กับทุกคนโดยไม่เลือกปฏิบัติ ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา ผู้บังคับบัญชาหลายระดับพยายามเสนอทางออกเพื่อให้ปัญหาจบลงด้วยดี แต่เมื่อเรื่องเดินมาถึงจุดนี้ สิ่งที่สังคมอยากเห็นไม่ใช่การต่อสู้ผ่านกระแสข่าว หากเป็นการยอมรับกระบวนการตรวจสอบ และปล่อยให้ข้อเท็จจริงเป็นผู้ตอบคำถามทั้งหมด

ท้ายที่สุด สิ่งที่น่าเป็นห่วงที่สุด ไม่ใช่อนาคตของบุคคลคนหนึ่งแต่คือศรัทธาที่ประชาชนมีต่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หากสังคมรู้สึกว่า “บารมีชั้น 14” ยังสามารถสร้างแรงกดดันเหนือระบบ ระเบียบ และกฎหมายได้จริง ความเสียหายจะไม่ได้ตกอยู่กับผู้ใดผู้หนึ่ง แต่จะกระทบต่อความเชื่อมั่นของตำรวจทั้งองค์กร

สำนักงานตำรวจแห่งชาติมีตำรวจมากกว่าสองแสนนาย ตำรวจส่วนใหญ่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความสุจริตและยึดมั่นในกฎหมาย ผู้บริหารจึงมีหน้าที่สำคัญในการพิสูจน์ให้เห็นว่า กฎหมายฉบับเดียวกัน ใช้กับทุกคนอย่างเท่าเทียม

เพราะในท้ายที่สุด…สิ่งที่สังคมรอฟัง ไม่ใช่คำชี้แจงผ่านกระแสข่าว แต่คือคำตอบจากการบังคับใช้กฎหมายอย่างตรงไปตรงมา