ร.ท.หญิงสุณิสา เลิศภควัต คณะทำงานสำนักเลขาธิการพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความเฟสบุ๊คส่วนตัวกล่าวถึงประเด็นที่ กองบังคับการป้องกันและปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับเทคโนโลยี (ปอท.) ได้ออกหมายเรียกให้มาทราบข้อกล่าวหาเพื่อดำเนินคดีกับ รวมทั้งหมด 3 คดี ในการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ 2550 เมื่อวันที่ 20 ธ.ค. 2560 ที่ผ่านมา โดยร.ท.หญิงสุณิสา กล่าวว่า วันพุธที่จะถึงนี้ (พุธที่ 24 ม.ค 61 เวลา 9.30 น.) เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ตนจะต้องเดินทางไปที่ บก.ปอท. ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ อาคาร B เพื่อรับทราบข้อกล่าวหาเพิ่มเติม ในคดีเป็นภัยต่อความมั่นคง ม.116 และ พรบ. คอมพิวเตอร์ฯ หลายคนเป็นห่วง และบอกให้ตนอยู่นิ่งๆ เพราะถ้ายังไม่หยุดพูด อาจโดนยัดข้อหา จนหมดคุณสมบัติที่จะทำงานการเมืองในอนาคตก็ได้

ร.ท.หญิงสุณิสากล่าว  ขอขอบคุณทุกท่านที่เป็นห่วง แต่ตนได้คิดทบทวนแล้วว่า ในเวลานี้ การปกป้องเสรีภาพของตนเอง คือ เรื่องใหญ่ ส่วนเรื่องจะมีคุณสมบัติในการทำงานการเมืองในวันข้างหน้าหรือไม่ มันคือเรื่องเล็กสำหรับตนไปแล้ว ปล่อยให้เป็นเรื่องของโชคชะตาก็แล้วกัน ตนยินดีจะเป็นผู้หญิงธรรมดาๆ คนหนึ่ง โดยไม่จำเป็นต้องมีตำแหน่งสำคัญใดๆ ขอเพียงให้ได้ต่อสู้ตามความเชื่อของตัวเองให้ถึงที่สุด เพื่อพิสูจน์ว่ารัฐบาลต่างหากที่เป็นฝ่ายผิด ไม่ใช่ตน ทุกวันนี้ ตนพอใจในสิ่งที่ตนเป็นแล้ว

ร.ท.หญิงสุณิสากล่าวต่อว่า อันที่จริง ตนนั้นเดินทางมาไกลเกินกว่าที่เคยตั้งใจไว้เสียอีก ถ้าใครเคยอ่านประวัติของตน คงทราบดีว่า ตนนั้นเกิดในครอบครัวชาวบ้านธรรมดาๆ คุณพ่อเป็นเพียงคนขับรถแท็กซี่ คุณแม่ก็มีอาชีพรับจ้างทั่วๆ ไป ใครจ้างทำอะไรก็ทำ เพราะท่านทั้งสองไม่ได้มีความรู้มากมายนัก เรียนจบแค่ชั้นประถมศึกษาเท่านั้น พ่อและแม่คงไม่อยากให้ลูกลำบากเหมือนตัวเอง จึงทำงานอย่างหนักเพื่อส่งเสียให้ลูกได้เรียนหนังสือสูงๆ ที่จริง ทั้งพ่อและแม่ก็คงไม่รู้ ว่าการเรียนสูง ๆ มันจะทำให้ชีวิตของลูกดีขึ้นได้อย่างไร เพราะพวกท่านก็คงไม่ได้สัมผัสประสบการณ์ในโรงเรียนสักเท่าไหร่ เพราะตอนนั้น พ่อและแม่ก็ยังเป็นเพียงเด็กตัวเล็กๆ เท่านั้นและใช้ชีวิตในโรงเรียนเพียงช่วงสั้น ๆ

ร.ท.หญิงสุณิสา กล่าวให่ความคิดเห็นว่า เหตุผลที่พ่อแม่พยายามเข็นให้ตนเรียนโน่นเรียนนี่เยอะๆ ทั้ง ๆ ที่ มันจะทำให้พ่อกับแม่ต้องทำงานหนักขึ้น และมีภาระต้องหาเงินให้มากขึ้น ก็คงเพราะอยากให้ตนนั้นเป็นตัวแทนของพ่อกับแม่ ไปทำในสิ่งที่พวกท่านไม่มีโอกาส นั่นคือ การเป็นเด็กนักเรียน และได้ใช้ชีวิตวัยเรียนอย่างเต็มที่ นี่คงเป็นวิธีหนึ่งในการบรรเทาความรู้สึกผิดพลาดของตัวท่านเองในอดีต ตอนเด็กๆ ตน ไม่เข้าใจเหตุผลของพ่อกับแม่นัก บางครั้ง รู้สึกเคืองพวกท่านด้วยซ้ำว่าทำไมถึงส่งให้มาเรียนในโรงเรียนเดียวกับบรรดาลูกคนมีสตางค์ ซึ่งมีวิถีชีวิตแตกต่างจากเรามากนัก ทุก ๆ เช้า พ่อของตนจะขับรถแท็กซี่คู่ใจ คันสีส้ม ๆ ไปส่งตนที่โรงเรียนอยู่เสมอ พ่อคงไม่เคยรู้เลยว่า เหตุที่ลูกคนนี้ต้องก้มตัวลงพับถุงเท้าเป็นเวลานาน ระหว่างทางที่พ่อขับรถแท็กซี่จากหน้าประตูโรงเรียนเข้าไปถึงตัวอาคารเรียน เพื่อไม่ให้ตนต้องเดินให้เหนื่อยนั้น ที่จริงแล้วลูกก้มตัวลงไป เพราะลูกไม่อยากให้เพื่อนเห็นว่าลูกมีพ่อเป็นคนขับรถแท็กซี่ต่างหาก นี่คือ บาปในใจของลูก ที่ไม่เคยได้มีโอกาสสารภาพกับพ่อ เพราะตอนนี้ พ่อไม่ได้มีชีวิตอยู่บนโลกให้ตนได้ขอโทษอีกแล้ว

ร.ท.หญิงสุณิสากล่าวต่อไปว่า พ่อจากตนไปเมื่อ 35 ปี ก่อน จากอุบัติเหตุรถชน ตอนตีสอง ขณะที่พ่อกำลังขับรถแท็กซี่หาเงินส่งให้ตนได้เรียนในโรงเรียนดีๆ แห่งนั้น โรงเรียนที่มีสิ่งแวดล้อมสูงส่ง จนทำให้ตนเกือบลืมพ่อของตัวเอง และอยากลืมว่าตัวเองเป็นใคร ไม่ว่าดวงวิญญาณของพ่อจะอยู่ที่ไหน พ่อจงรู้ไว้เถอะนะ ว่าพ่อได้ทำหน้าที่ ๆ ยิ่งใหญ่ มากเกินกว่าที่ผู้ชายคนไหน ๆ ในโลกนี้ จะทำให้กับตนได้เท่าที่พ่อได้มอบให้แก่ลูก เพราะสิ่งที่พ่อมอบให้กับตน คือชีวิตทั้งชีวิตของพ่อ โดยที่พ่อไม่มีโอกาสได้อยู่เห็นการเจริญเติบโตของตนเลย

“อย่างไรก็ตาม เจี๊ยบเชื่อว่า ถ้าวันนี้พ่อยังมีชีวิตอยู่ พ่อคงจะเห็นด้วยกับสิ่งที่เจี๊ยบทำ และคงสนับสนุนให้เจี๊ยบลุกขึ้นสู้กับเผด็จการ เพราะในความทรงจำของเจี๊ยบ พ่อเป็นคนที่เด็ดเดี่ยว และไม่ยอมก้มหัวให้กับความไม่ถูกต้องเช่นกัน นี่คงจะเป็น DNA ที่เจี๊ยบได้รับถ่ายทอดมาจากพ่อ ซึ่งเป็นคนใต้ จาก จ. นครศรีธรรมราช ที่เดินทางเข้ามาแสวงโชคในเมืองหลวงตามประสาคนต่างจังหวัดทั่วๆ ไป นั่นเอง” ร.ท.หญิงสุณิสากล่าว