ศาลอาญานัดไต่สวนคำร้องเพิกถอนการปล่อยชั่วคราว “ณัฐพงศ์” หลังโจทก์อ้างมีพฤติการณ์กระทบความปลอดภัยพยาน ด้าน “ศรายุทธ” นำหลักฐานใหม่เข้าสู่ศาล ระบุพบความผิดปกติของเอกสารสำคัญที่เคยใช้ในคดี พร้อมชี้อาจส่งผลให้คดีแพ่งมูลค่า 1,500 ล้านบาทพลิกคำพิพากษาในชั้นฎีกา
จากกรณีเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2569 ดร.ศรายุทธได้ยื่นคำร้องต่อศาล ขอให้พิจารณาเพิกถอนการปล่อยชั่วคราวของ “นายณัฐพงศ์”จำเลย โดยอ้างเหตุว่าพฤติการณ์ของจำเลยอาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของโจทก์ ซึ่งเป็นพยานในคดี ทั้งนี้ศาลได้มีคำสั่งรับคำร้องไว้พิจารณา พร้อมส่งสำเนาคำร้องให้ฝ่ายจำเลย เพื่อยื่นคำคัดค้านภายในกำหนด และนัดไต่สวนข้อเท็จจริง
วันนี้ (26 มิ.ย.) เมื่อเวลา 08.40 น. ที่ ศาลอาญา ถ.รัขดาภิเษก ดร.ศรายุทธ รัตนพันธ์ ในฐานะโจทก์ ได้เดินทางมาเข้าฟังการไต่สวนในคดีหมายเลขดำ อ.1415/2568 ระหว่าง นายศรายุทธ รัตนพันธ์ (โจทก์/ผู้ร้อง) กับ นายณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (จำเลย)
ดร.ศรายุทธ กล่าวภายหลังเข้าร่วมฟังการการพิจารณาเพิกถอนการปล่อยชั่วคราว นายณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ว่า ตนเองเข้าไต่สวนในฐานะพยานปากสำคัญ โดยประเด็นหลักในวันนี้คือเรื่องการยุ่งเหยิงกับเอกสารหลักฐาน และพฤติการณ์ที่เป็นอันตรายต่อชีวิต ซึ่งตนได้นำหลักฐานชิ้นสำคัญมาเปิดเผยต่อศาล และอาจส่งผลให้คดีแพ่งมูลค่า 1,500 ล้านบาทที่บริษัทจำเลยเคยชนะมานั้น ต้องพลิกผลคดีในชั้นฎีกา รวมถึงอาจนำไปสู่การเพิกถอนบริษัทออกจากตลาดหลักทรัพย์ฯ
นายศรายุทธ ระบุว่า หลักฐานดังกล่าวเป็นรายงานการประชุมที่ทาง SC Asset เคยนำไปอ้างต่อศาลแพ่งในปี 2566 ว่า ครอบครัวรัตนพันธ์มีการกู้ยืมเงินจำนวน 20 ล้านบาท ทว่าในขณะนั้นทางบริษัทกลับยื่นเอกสารต่อศาลเพียงหน้า 1 และหน้า 4 โดยปกปิดหน้า 2 และหน้า 3 เอาไว้
ต่อมาในปี 2568 หลังจากที่ตนได้ยื่นฟ้องดำเนินคดีกับบริษัท SC Asset ทางบริษัทกลับนำเอกสารชุดเดียวกันนี้แบบครบถ้วนทั้ง 4 หน้า (เอกสารหมาย ล.3) มายื่นต่อศาลแขวงพระนครเหนือ ซึ่งเมื่อตรวจสอบอย่างละเอียดแล้วกลับไม่ปรากฏชื่อของตน หรือบุคคลใดในครอบครัวรัตนพันธ์ว่ามีการกู้ยืมเงิน 20 ล้านบาท

