“ปานเทพ-ทนายปุย” ยื่นคำร้องต่อศาลเพิกถอนสิทธิชั่วคราวทนายตั้ม ชี้เจ้าตัวออกมาพูดผ่านสื่อตลอดว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม อีกทั้งเคยประกาศแค้นพยานส่อพฤติการณ์ข่มขู่
เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ พร้อม น.ส.อัจฉรา แสงขาว หรือ ทนายปุย เดินทางเข้ามายื่นฟ้องหมิ่นประมาทนายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือ ทนายตั้ม โดยรับมอบอำนาจจากนายสนธิ ลิ้มทองกุล จากการที่นายษิทราได้ปล่อยตัวชั่วคราวได้หมิ่นประมาทนายสนธิหลายกรณี และยื่นคำร้องขอให้ศาลเพิกถอนสิทธิการปล่อยชั่วคราวหลังจากที่เจ้าตัวข่มขู่พยานภายหลังจากออกจากเรือนจำ
นายปานเทพ กล่าวว่า ในวันนี้เดินทางเเข้ามายื่น 2 เรื่องคือการเพิกถอนการปล่อยตัวชั่วคราวของนายษิทราระหว่างอุทธรณ์ และอีกเรื่องที่นายสนธิให้ตนเป็นผู้รับมอบอำนาจในการยื่นฟ้องหมิ่นประมาทที่นายษิทราไปพาดพิงหลายครั้ง และตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาในคดีของนายษิทรากับนางจตุพร อุบลเลิศ หรือเจ๊อ้อย ตนอยู่ในฐานะผู้ได้รับมอบอำนาจที่ได้รับการดำเนินการหลายอย่าง และการยื่นเรื่องในวันนี้เกิดจากการที่นายษิทราถูกจับแล้วไม่ได้รับการปล่อยชั่วคราวก่อนหน้านี้เพราะอะไร เนื่องจากตำรวจแจ้งมาว่าก่อนหน้านี้เจ้าตัวมีพฤติกรรมหลบหนี ตั้งแต่วันพิจารณาคดีจนถึงวันพิพากษามีโทษข้อหาฉ้อโกง รวมโทษ 5 ปี 12 เดือน อีกทั้งหลังจากได้รับการปล่อยชั่วคราวเจ้าตัวได้ออกมาพูดผ่านสื่อตลอดเวลาในทำนองว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม ศาลไม่ได้นำหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์มาพิจารณา และกล่าวโทษไปถึงพยานว่ามีสินบน ไม่น่าเชื่อถือ เหมือนเป็นการกล่าวหาว่าไม่ได้รับความยุติธรรม ตนย้ำแล้วว่าการแถลงข่าวของนายเขมวัฒน์และน.ส.พจมาน นำเสนอหลักฐานที่เป็นนิติวิทยาศาสตร์ที่สุดเป็นหลักฐานจากแอพลิเคชั่นไลน์โลเคชั่นในตอนเกิดเหตุไม่ใช่หลังเกิดเหตุ
นายปานเทพกล่าวอีกว่า นอกจากนั้นยังมีการประกาศผ่านสื่ออีกตลอดว่าแค้นพยาน และแค้นบ้านพระอาทิตย์ส่อพฤติการณ์ข่มขู่ จากเหตุการณ์ทั้งหมดและได้พิจารณาข้อกฎหมายแล้วว่าควรจะยื่นถอนประกัน
เมื่อถามว่าเรื่องการขอยื่นถอนปล่อยชั่วคราวนายษิทราวันนี้มีการแจ้งให้กำหนดวางเงื่อนไขหรือไม่ นายปานเทพ กล่าวว่า การให้ประกันตัวเป็นอำนาจของศาลและเป็นดุลยพินิจเด็ดขาด หากเราเห็นว่าศาลให้ทบทวน หรือเราเห็นว่าเข้าข่ายละเมิดอำนาจศาล ส่วนจะพิจารณาอย่างไรอยู่ที่ตัวศาล
ด้านน.ส.อัจฉรา กล่าวว่า คำร้องขอถอนประกัน ประเด็นแรก เริ่มตั้งแต่ในห้องพิจารณาวันฟังคำพิพากษา ซึ่งผู้พิพากษาทราบอยู่แล้ว นายษิทรา ใช้คำพูดไม่เหมาะสมอย่างไรบ้าง อาจเป็นการดูหมิ่นผู้พิพากษาในคดีดังนั้น เราจึงเขียนข้อเท็จจริงอันนี้ไปด้วย ซึ่งท่านจะพิจารณาอย่างไรก็เป็นดุลยพินิจ ประเด็นที่สอง ตั้งแต่นายษิทรา ออกมาจากเรือนจำ ก้าวขาครั้งแรกออกมาเลย ก็พูดว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม ศาลรับฟังพยานบุคคลมากกว่าหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ ประเด็นที่สามการที่พูดให้สัมภาษณ์ให้ร้ายพยาน หรือบุคคลภายนอกต่างๆ ก็เป็นส่วนหนึ่งที่นำมาเขียนในคำร้องเพิกถอนประกัน ประเด็นที่สี่ เรื่องที่นายษิทราถูกจับกุมตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ปี 2567 เป็นต้นมา โดยระหว่างการพิจารณาคดีนายษิทราไม่เคยได้รับการประกันตัวเลย จนมาถึงวันอ่านพิพากษา ซึ่งย่อมแสดงให้เห็นว่าศาลมีพยานหลักฐานชัดเจนแล้ว ดังนั้นจึงขอให้ศาลได้ใช้ดุลยพินิจเรื่องการให้ประกันตัวนายษิทรา อีกครั้ง
ประเด็นถัดมาคือ เรื่องวงเงินประกันตัว 1 ล้านบาท ซึ่งมีข้อกำหนดของประธานศาลฎีกาไว้ว่า เกี่ยวกับคดีฉ้อโกง คดีที่มีมูลค่าทุนทรัพย์สูงจะใช้วงเงินประกันตัว 1 ใน 3 ของความเสียหาย ซึ่งคดีนี้ศาลมีคำพิพากษาแล้วว่ามีความผิดฉ้อโกง ชดใช้ 72 ล้านบาท และมีโทษทางอาญาให้จำคุกด้วย ซึ่งค่าเสียหาย 1 ใน 3 ก็คือจำนวน 24 ล้านบาทเป็นอย่างน้อย คิดว่านายษิทรา หรือทนายตั้มคงไม่ลำบาก เพราะเคยเบิกความยอมรับแล้วว่าเงิน 20 ล้านบาทที่ได้รับ จากนุและสา ไปเพื่อเอาไปลงทุนนั้นยังเก็บอยู่ในกระเป๋าล้อลาก ภายในบ้าน นายษิทราจึงสามารถไปเอาเงินจำนวน 20 ล้านบาทดังกล่าว เพื่อมาวางต่อศาลได้ และที่อ้างว่าเอาเงินดังกล่าวไปลงทุนทำร้านอาหารที่ประเทศนิวซีแลนด์นั้น แต่เมื่อไม่ได้เอาเงินไปลงทุนจริง นั้น ได้คืนเงินจำนวนดังกล่าวไปให้นุ และสา แล้วหรือยัง
ประเด็นต่อมา เรื่องโทษจำคุก 5 ปี 12 เดือน ที่ศาลอาญาให้วางเงินประกันตัว จำนวน 1 ล้านบาท โดยกำหนดเงื่อนไขห้ามเดินทางออกนอกประเทศ แล้วการที่นายษิทราไปออกรายการสื่อต่างๆ ทำให้เกิดความเสียหายต่อกระบวนการยุติธรรม บิดเบือน โน้มน้าวให้ประชาชน หรือบุคคลทั่วไปเข้าใจว่า ในการพิจารณาของศาลนั้นตัวเอง ไม่ได้รับความยุติธรรม ซึ่งถ้านายษิทราไม่เห็นด้วย ก็ควรโต้แย้งมาในการยื่นอุทธรณ์ ไม่ใช่ออกมาป่าวประกาศ โดยที่บุคคลภายนอก หรือบุคคลอื่น ไม่มีโอกาสโต้แย้ง ดังนั้นจึงมายื่นขอให้ศาลพิจารณาถอนประกัน หากศาลเห็นว่าเป็นการละเมิดอำนาจศาลหรือดูหมิ่นศาล ก็มีอำนาจในการเรียกไต่สวนลงโทษ และหากศาลเห็นว่าข้อกำหนดในการวางเงินประกันตัว น้อยไปก็ให้วางเงินประกันเพิ่ม หรือ ให้รายงานตัว หรือติดกำไลอิเล็กทรอนิกส์ หรือกำไลอีเอ็ม ซึ่งเป็นดุลยพินิจของศาลอาญาที่จะพิจารณา

