CIB ทลายตลาดมืดข้อมูลคนไทย 9.6 ล้านรายชื่อ จับ 9 ผู้ต้องหา โยงคดีออนไลน์เสียหายทะลุ 2พันล้าน

248

”CIB เปิดปฏิบัติการ Cut Down Scam 2 บุกค้น 22 จุดทั่วประเทศ ทลายเครือข่ายค้าข้อมูลคนไทย 9.6 ล้านรายชื่อ จับ 9 ผู้ต้องหา เชื่อข้อมูลเหยื่อโยงคดีออนไลน์กว่า 13,000 เคส เสียหายทะลุ 2,000 ล้าน“


เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน พล.ต.ต.สุวัฒน์ แสงนุ่ม รองผบช.ก. พร้อมด้วย น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี), พ.ต.อ.สุรพงศ์ เปล่งขำ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPC) ร่วมแถลงผลปฏิบัติการ “Cut Down Scam 2” ถอนรากเครือข่ายลักลอบค้าข้อมูลส่วนบุคคลคนไทย หลังเข้าตรวจค้นเป้าหมาย 22 จุด ใน 16 จังหวัดทั่วประเทศ สามารถจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับไว้ได้ 9 ราย


น.ส.แนน กล่าวว่า ปัญหาอาชญากรรมทางออนไลน์มีแนวโน้มรุนแรงและขยายตัวต่อเนื่องในหลายรูปแบบ รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยเฉพาะกรณีข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหล ซึ่งถือเป็นทรัพย์สินที่มีมูลค่าสูง หากตกไปอยู่ในมือมิจฉาชีพจะก่อให้เกิดความเสียหายเป็นวงกว้างต่อประชาชนและเศรษฐกิจของประเทศ
ด้าน พล.ต.ต.สุวัฒน์ เปิดเผยว่า ปฏิบัติการครั้งนี้เป็นผลสืบเนื่องจากการขยายผลปฏิบัติการ “Cut Down Scam” เมื่อปลายปี 2568 ซึ่งตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) และ PDPC เคยจับกุมผู้ต้องหาได้ 6 ราย พร้อมตรวจพบข้อมูลส่วนบุคคลที่ถูกแฮกและรวบรวมไว้กว่า 9 ล้านรายชื่อ เชื่อว่าถูกนำไปใช้ในการหลอกลวงประชาชนและชักชวนเล่นพนันออนไลน์


จึงมอบหมายให้เจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการปราบปราม และกองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) เร่งสืบสวนขยายผลทั้งผู้ขาย แหล่งที่มาของข้อมูล และผู้ซื้อข้อมูล จนนำไปสู่การทลายเครือข่ายผู้ต้องหาอีก 6 เครือข่ายในครั้งนี้


ส่วนพ.ต.อ.เอกสิทธิ์ ปานสีทา ผกก.4 บก.ป. เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่มีการเข้าตรวจค้นเป้าหมาย 22 จุด ในพื้นที่เชียงราย เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ลำปาง นครสวรรค์ ลพบุรี ขอนแก่น อำนาจเจริญ สระแก้ว จันทบุรี ประจวบคีรีขันธ์ พระนครศรีอยุธยา และกรุงเทพมหานคร ซึ่งสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ 9 ราย พร้อมดำเนินคดีฐานร่วมกันใช้ เก็บรวบรวม ครอบครอง หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อใช้ในการก่ออาชญากรรมทางเทคโนโลยีและความผิดทางอาญาอื่น


นอกจากนี้ ยังตรวจยึดของกลางกว่า 15 รายการ ประกอบด้วย คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก 5 เครื่อง คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ 6 เครื่อง Boxphone Farm 1 เครื่อง โทรศัพท์มือถือและแท็บเล็ต 31 เครื่อง ซิมการ์ด 112 ชิ้น สมุดบัญชีธนาคาร 10 เล่ม เงินสด 775,000 บาท รวมถึงอาวุธปืน 2 กระบอก และเครื่องกระสุน 42 นัด


จากการสืบสวนเชิงลึกพบว่า ขบวนการดังกล่าวครอบครองข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนมากถึง 9,616,199 รายชื่อ และยังพบภาพถ่ายบัตรประชาชนอีก 477 ราย เมื่อนำข้อมูลไปตรวจสอบกับระบบแจ้งความออนไลน์ Thai Police Online พบว่ามีข้อมูลตรงกับผู้เสียหายในคดีต่าง ๆ ถึง 13,677 เคส คิดเป็นมูลค่าความเสียหายรวมกว่า 2,008 ล้านบาท โดยข้อมูลเหล่านี้ถูกนำไปใช้โดยแก๊งคอลเซ็นเตอร์และเครือข่ายอาชญากรรมออนไลน์เพื่อหลอกลวงประชาชน


ขณะที่ พ.ต.อ.ภาสกร นภาโชติ ผกก. 4 บก.ปปป. ระบุว่า จากการตรวจสอบพบรายชื่อเจ้าหน้าที่ของรัฐรั่วไหลอยู่ในฐานข้อมูลดังกล่าวด้วย โดยประสานงานร่วมกับศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ตรวจสอบจนพบว่าเฉพาะกลุ่มข้อมูลส่วนนี้ก่อให้เกิดความเสียหายแล้วกว่า 300 ล้านบาท โดยผลการตรวจสอบเชิงลึกยังพบว่า ข้อมูลเริ่มรั่วไหลมาตั้งแต่ปี 2565 และถูกจัดเก็บอย่างเป็นระบบ มีการแยกกลุ่มเป้าหมายตามอาชีพและฐานะทางการเงิน เช่น “หมอ 3,000”, “ครู 10,000” รวมถึงการจัดหมวดหมู่กลุ่ม “ร่ำรวย” และรายชื่อข้าราชการเกษียณ เพื่อจำหน่ายต่อให้แก๊งคอลเซ็นเตอร์นำไปคัดเลือกเหยื่อและจัดทำสคริปต์หลอกลวงโดยเฉพาะ


ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่ยังพบหลักฐานข้อมูลมากกว่า 10,000 ไฟล์ ขนาดรวมกว่า 13.5 กิกะไบต์ ถูกจัดเก็บบนระบบคลาวด์ เปิดโอกาสให้สมาชิกในเครือข่ายสามารถเข้าถึงและนำข้อมูลไปใช้ได้ตลอดเวลา


ด้าน พ.ต.อ.สุรพงศ์ เปล่งขำ เลขาธิการ PDPC กล่าวว่า ปัจจุบัน PDPC มีนโยบายจัดตั้งศูนย์ฟ้องร้องข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อดำเนินการเชิงรุกกับหน่วยงานที่เปิดเผยข้อมูลเกินความจำเป็นหรือมีความเสี่ยงต่อการถูกนำไปใช้ในทางมิชอบ พร้อมผลักดันการบังคับใช้กฎหมายตามมาตรา 11/2 แห่งพระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เพื่อเอาผิดขบวนการลักลอบซื้อขายข้อมูลส่วนบุคคลและกวาดล้างเครือข่ายค้าข้อมูลเถื่อนอย่างจริงจังต่อไปด้วย