หากเอ่ยชื่อ “พล.ต.ท.ชัจจ์ กุลดิลก” คนในแวดวงตำรวจรุ่นเก่าและนักการเมืองจำนวนไม่น้อยย่อมรู้จักเป็นอย่างดี ในฐานะอดีตนายตำรวจระดับสูง ผู้เคยก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ก่อนจะผันตัวสู่สนามการเมืองและได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีในรัฐบาลของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
ตลอดเส้นทางชีวิตกว่า 80 ปี ชื่อของ พล.ต.ท.ชัจจ์ ปรากฏอยู่ในหลายเหตุการณ์สำคัญของประเทศ ทั้งในฐานะผู้บังคับบัญชาหน่วยงานด้านการสืบสวนปราบปรามอาชญากรรม และในฐานะนักการเมืองผู้มีบทบาทในฝ่ายบริหาร จนกลายเป็นหนึ่งในอดีตข้าราชการตำรวจที่ได้รับการกล่าวถึงอย่างต่อเนื่องในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทยร่วมสมัย
จากลูกชาวบ้านกำแพงแสน สู่โรงเรียนนายร้อยตำรวจ (นรต.19) พล.ต.ท.ชัจจ์ กุลดิลก เกิดเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ.2486 ที่อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม ในครอบครัวข้าราชการครู
ชีวิตวัยเด็กเติบโตท่ามกลางสภาพสังคมชนบทของไทยในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ประเทศกำลังฟื้นตัวและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง การได้รับการปลูกฝังเรื่องวินัย ความซื่อสัตย์ และการรับใช้สังคมจากครอบครัว ส่งผลให้เขามุ่งมั่นเข้าสู่เส้นทางรับราชการ
หลังสำเร็จการศึกษาในระดับมัธยมศึกษา พล.ต.ท.ชัจจ์ สอบเข้าโรงเรียนนายร้อยตำรวจได้สำเร็จ ก่อนสำเร็จการศึกษารัฐประศาสนศาสตร์บัณฑิต และเริ่มต้นชีวิตราชการในเครื่องแบบสีกากีอย่างเต็มภาคภูมิ
ในยุคนั้น การเป็นนายตำรวจถือเป็นอาชีพที่ได้รับความเคารพจากสังคม และยังเป็นกำลังสำคัญของรัฐในการรักษาความสงบเรียบร้อยของประเทศ
เติบโตบนสายงานสืบสวน
ตลอดชีวิตราชการ พล.ต.ท.ชัจจ์ เติบโตมาจากสายงานสืบสวนสอบสวนเป็นหลัก งานด้านสืบสวนถือเป็นภารกิจที่ต้องอาศัยทั้งศาสตร์และศิลป์ ผู้ปฏิบัติงานต้องมีความละเอียดรอบคอบ สามารถวิเคราะห์ข้อมูล เชื่อมโยงพยานหลักฐาน และตัดสินใจภายใต้สถานการณ์ที่กดดัน
ประสบการณ์ที่สั่งสมมาหลายสิบปี ทำให้เขาได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งสำคัญในสำนักงานตำรวจแห่งชาติหลายตำแหน่ง ผู้ใต้บังคับบัญชาในยุคนั้นมักกล่าวถึงบุคลิกของ พล.ต.ท.ชัจจ์ ว่าเป็นคนตรงไปตรงมา กล้าตัดสินใจ และให้ความสำคัญกับการทำงานภาคสนามมากกว่างานพิธีการ
แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับลักษณะการทำงานของตำรวจสืบสวนยุคเก่า ที่เน้นการลงพื้นที่และเข้าถึงข้อมูลด้วยตนเอง
ก้าวสู่ “ผบช.ก.” ตำแหน่งสูงสุดสายปราบปราม จุดสูงสุดในชีวิตราชการของ พล.ต.ท.ชัจจ์ คือการได้รับแต่งตั้งเป็น ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.)
ตำแหน่งดังกล่าวถือเป็นหนึ่งในเก้าอี้สำคัญของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพราะดูแลหน่วยงานหลักด้านการปราบปรามอาชญากรรมของประเทศ ไม่ว่าจะเป็น กองบังคับการปราบปราม กองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ กองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติ หน่วยสืบสวนคดีสำคัญต่าง ๆ
ในช่วงเวลานั้น บช.ก. ถือเป็นหน่วยงานที่ต้องเผชิญกับคดีอาชญากรรมซับซ้อนจำนวนมาก ทั้งคดีเศรษฐกิจ คดีผู้มีอิทธิพล และคดีที่ได้รับความสนใจจากสังคม ประสบการณ์การบริหารองค์กรขนาดใหญ่ในฐานะ ผบช.ก. ได้กลายเป็นทุนสำคัญที่ส่งต่อไปสู่บทบาททางการเมืองในเวลาต่อมา
แนวคิด “ตำรวจต้องใกล้ชิดประชาชน” อีกหนึ่งสิ่งที่ทำให้ชื่อของ พล.ต.ท.ชัจจ์ ถูกจดจำ คือการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการปฏิรูปองค์กรตำรวจอย่างเปิดเผย ท่านเคยสะท้อนมุมมองว่า“คนเกลียดตำรวจ เพราะตำรวจไม่ได้ทำตัวให้ประชาชนรัก”
คำพูดดังกล่าวสะท้อนแนวคิดสำคัญว่า ความเชื่อมั่นของประชาชนไม่สามารถสร้างได้ด้วยอำนาจตามกฎหมายเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเกิดจากพฤติกรรม การบริการ และความเป็นธรรมในการปฏิบัติหน้าที่ แนวคิดนี้ได้รับการกล่าวถึงอย่างกว้างขวางในช่วงที่สังคมไทยถกเถียงเรื่องการปฏิรูปตำรวจ
ต่อมาเปลี่ยนเครื่องแบบสีกากี สู่สนามการเมือง หลังเกษียณอายุราชการ พล.ต.ท.ชัจจ์ เลือกเดินบนเส้นทางการเมือง
ถือเป็นเส้นทางที่อดีตนายตำรวจหลายคนเลือกเดิน เพราะประสบการณ์ด้านการบริหารและการแก้ไขปัญหาสาธารณะสามารถนำไปต่อยอดในระดับนโยบายได้ท่านเข้ามามีบทบาทในพรรคการเมืองระดับประเทศ และได้รับตำแหน่งรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทยในเวลาต่อมา ได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ และเข้าสู่ฝ่ายบริหารของประเทศ
เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม
เมื่อปี พ.ศ.2554 พล.ต.ท.ชัจจ์ ได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ช่วงเวลานั้นประเทศไทยกำลังเดินหน้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งหลายโครงการ ทั้งถนน รถไฟ และระบบขนส่งมวลชน แม้จะไม่ได้เป็นรัฐมนตรีเจ้ากระทรวงโดยตรง แต่บทบาทในฐานะรัฐมนตรีช่วยก็ถือว่ามีความสำคัญต่อการขับเคลื่อนนโยบายด้านคมนาคมของรัฐบาล
หลังจากนั้นท่านโยกสู่มหาดไทย กระทรวงแห่งการปกครอง ต่อมาในการปรับคณะรัฐมนตรี พล.ต.ท.ชัจจ์ ได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย
กระทรวงมหาดไทยถือเป็นหนึ่งในกระทรวงหลักของประเทศ มีภารกิจดูแลผู้ว่าราชการจังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และงานด้านความมั่นคงภายใน บทบาทดังกล่าวทำให้เขาได้ทำงานใกล้ชิดกับระบบราชการส่วนภูมิภาคทั่วประเทศ ประสบการณ์จากทั้งงานตำรวจและงานการเมืองช่วยให้สามารถเชื่อมโยงการบริหารงานด้านความมั่นคงและการปกครองเข้าด้วยกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ
บุคลิกที่คนรู้จัก ผู้ที่เคยร่วมงานกับ พล.ต.ท.ชัจจ์ มักอธิบายตรงกันว่า เป็นคนพูดตรง กล้าตัดสินใจ ยึดหลักการ มีความเป็นนักบริหาร ไม่ชอบพิธีรีตอง
บุคลิกดังกล่าวทำให้เขาได้รับทั้งเสียงชื่นชมและเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในบางช่วงเวลา แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นบุคคลที่มีจุดยืนชัดเจน ชื่อที่ยังถูกกล่าวถึงในปัจจุบัน แม้จะพ้นจากตำแหน่งทางการเมืองมาหลายปี แต่ชื่อของ พล.ต.ท.ชัจจ์ ยังคงปรากฏในหน้าสื่ออยู่เป็นระยะ โดยเฉพาะประเด็นเกี่ยวกับการปฏิรูปตำรวจ การเมือง และการบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งเป็นเรื่องที่เขามักแสดงความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมา
สำหรับคนรุ่นใหม่ ชื่อของ พล.ต.ท.ชัจจ์ อาจเป็นเพียงอดีตนายตำรวจคนหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ แต่สำหรับคนในแวดวงสีกากีและการเมือง เขาคือบุคคลที่สะท้อนภาพการเปลี่ยนผ่านจากยุคนายตำรวจมือปราบ สู่ยุคนักการเมืองที่ใช้ประสบการณ์จากภาคปฏิบัติมากำหนดนโยบายระดับประเทศ กว่า 6 ทศวรรษบนเส้นทางชีวิต ชื่อของ “พล.ต.ท.ชัจจ์ กุลดิลก” จึงยังคงเป็นอีกหนึ่งบทบันทึกสำคัญของวงการตำรวจและการเมืองไทยที่ควรค่าแก่การศึกษาและจดจำ
ทีมข่าวกระบวนการยุติธรรม สำนักนักข่าวไทยแทบลอยด์ …รายงาน

