“ทนายเดชา” ให้กำลังใจ”ทนายตั้ม” หลังได้ปล่อยตัวชั่วคราว คดีฉ้อโกง “มาดามอ้อย” ถูกตัดสินจำคุก5ปี12เดือน ชี้ยังมีช่องเจรจาถอนฟ้องได้ทุกชั้นศาล

1214

ศาลอาญาอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว “ทนายตั้ม” ษิทรา เบี้ยบังเกิด หลังพิพากษาจำคุก 5 ปี 12 เดือน ในคดีฉ้อโกงเงิน “มาดามอ้อย” โดยใช้หลักทรัพย์ประกัน 1 ล้านบาท พร้อมกำหนดเงื่อนไขห้ามเดินทางออกนอกประเทศ ขณะที่ “ทนายเดชา” ระบุคดียังมีโอกาสยุติได้หากคู่กรณีเจรจากัน พร้อมชี้คำพิพากษาเป็นบทเรียนสำคัญต่อการแจ้งข้อหาฉ้อโกงและฟอกเงินของพนักงานสอบสวน

ภายหลังศาลอาญามีคำพิพากษาให้จำคุก นายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือ “ทนายตั้ม” เป็นเวลา 5 ปี 12 เดือน ในคดีฉ้อโกงเงินของ “มาดามอ้อย” ครอบครัวของทนายตั้ม พร้อมด้วย นายเดชา กิตติวิทยานันท์ ได้เดินทางมาติดตามผลการยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวที่ศาลอาญา โดยญาติได้นำโฉนดที่ดินมูลค่าประมาณ 2 ล้านบาทมาใช้เป็นหลักทรัพย์ประกอบคำร้อง ก่อนที่ศาลจะมีคำสั่งอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวทนายตั้ม โดยกำหนดวงเงินประกัน 1 ล้านบาท พร้อมเงื่อนไขห้ามเดินทางออกนอกราชอาณาจักร เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาล

ทนายเดชา กล่าวว่า แม้ศาลชั้นต้นจะมีคำพิพากษาแล้ว แต่คดีฉ้อโกงเป็นความผิดอันยอมความได้ จึงยังมีโอกาสที่คู่กรณีจะเจรจากันและถอนฟ้องได้ในทุกชั้นศาล ไม่ว่าจะเป็นชั้นอุทธรณ์หรือฎีกา “หากทนายตั้มสามารถพูดคุยทำความเข้าใจกับผู้เสียหายได้ คดีก็สามารถยุติได้ เพราะความผิดฐานฉ้อโกงเป็นความผิดต่อส่วนตัว สามารถถอนฟ้องได้ทุกชั้นศาล” นายเดชากล่าว

ทนายเดชา ยังมองว่าคำพิพากษาคดีนี้ถือเป็นบรรทัดฐานสำคัญในการดำเนินคดีของพนักงานสอบสวน โดยเฉพาะการแจ้งข้อหาฉ้อโกงเป็นปกติธุระและข้อหาฟอกเงิน โดยศาลได้วางหลักไว้อย่างชัดเจนว่า การดำเนินคดีฐานฉ้อโกงเป็นปกติธุระต้องมีพฤติการณ์เข้าข่ายกระทำผิดเป็นสันดาน หรือมีลักษณะหลอกลวงต่อเนื่องเป็นวงกว้าง คล้ายคดีแชร์ลูกโซ่ ไม่ใช่การกระทำของบุคคลเพียงรายเดียว พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า การแจ้งข้อหาที่รุนแรงเกินข้อเท็จจริงอาจส่งผลกระทบต่อบุคคลในครอบครัวผู้ต้องหา โดยในคดีนี้ ภรรยาและพี่สาวภรรยาของทนายตั้มถูกดำเนินคดีด้วย แต่สุดท้ายศาลมีคำพิพากษายกฟ้องทั้งหมด “คนในครอบครัวต้องได้รับผลกระทบจากการถูกดำเนินคดี ทั้งที่ศาลเห็นว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดเลย เรื่องนี้เป็นบทเรียนสำคัญที่อยากฝากถึงพนักงานสอบสวนในการพิจารณาแจ้งข้อกล่าวหา” นายเดชากล่าว

ทนายเดชา เล่าถึงบรรยากาศภายในห้องพิจารณาคดีว่า ได้ให้กำลังใจทนายตั้มทั้งก่อนและหลังฟังคำพิพากษา โดยระหว่างที่ศาลอ่านคำวินิจฉัยในแต่ละกรรม ทนายตั้มมีอาการเครียดและสีหน้าเปลี่ยนไป โดยเฉพาะในส่วนที่ศาลวินิจฉัยว่าเงินจำนวน 71 ล้านบาทไม่ใช่การให้โดยเสน่หา แต่เป็นการฉ้อโกง พร้อมระบุว่าในบางประเด็น เช่น กรณีเงิน 39 ล้านบาท ศาลเห็นว่าทนายตั้มไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง และยกข้อกล่าวหาดังกล่าวแนะคุยกันตรง ๆ อาจยุติคดีได้

เมื่อถูกถามถึงโอกาสที่ทนายตั้มกับมาดามอ้อยจะเจรจากัน นายเดชามองว่าการพูดคุยกันโดยตรงอาจเป็นทางออกที่ดีที่สุด “ถ้าคุยกันตรง ๆ ระหว่างทนายตั้มกับพี่อ้อย คดีอาจจบได้ เพราะเป็นคดีที่ยอมความได้ แต่ถ้ามีบุคคลที่สามหรือคนกลางเข้ามาเกี่ยวข้องมากเกินไป ก็อาจทำให้การเจรจาซับซ้อนขึ้น” นายเดชากล่าว

ด้านน้องสาวของทนายตั้ม เปิดเผยว่า ครอบครัวเคารพคำพิพากษาของศาล และรู้สึกโล่งใจที่ศาลอนุญาตให้พี่ชายได้รับการประกันตัว เพื่อออกมาต่อสู้คดีในชั้นอุทธรณ์ ซึ่งหลังทราบผลคำพิพากษา ทนายตั้มยอมรับว่ารู้สึกผิดหวังอยู่บ้าง เพราะได้เตรียมการต่อสู้คดีอย่างเต็มที่และพยายามรวบรวมหลักฐานเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเอง

อย่างไรก็ตาม ทนายตั้ม ยังมีกำลังใจจากการที่ข้อหาฟอกเงินถูกศาลยกฟ้อง และเชื่อว่ายังมีโอกาสต่อสู้ในประเด็นคดีฉ้อโกงต่อไปในชั้นอุทธรณ์ น้องสาวของทนายตั้ม ยังระบุว่า ทีมกฎหมายได้ใช้หลักฐานทางวิทยาศาสตร์เป็นสำคัญในการต่อสู้คดี ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลจากโทรศัพท์มือถือและข้อมูลดิจิทัลต่าง ๆ ซึ่งเชื่อว่ามีน้ำหนักและความน่าเชื่อถือเพียงพอสำหรับการต่อสู้คดีในขั้นตอนต่อไป

ทั้งนี้ หลังได้รับการประกันตัว ทนายตั้มจะเดินหน้าต่อสู้คดีในชั้นอุทธรณ์ต่อไป ขณะที่ครอบครัวยังคงยืนยันในความบริสุทธิ์และหวังว่าจะได้รับความเป็นธรรมจากกระบวนการยุติธรรมในลำดับถัดไป