เมื่อวันที่ 7 มิ.ย. 69 พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก. ได้สั่งการให้ พล.ต.ต.ธีรชาติ ธีรชาติธำรง ผบก.ปพ. พ.ต.อ.บุญลือ ผดุงถิ่น รอง ผบก. บก.ปพ. พ.ต.อ.ศตวรรษ บุญมี ผกก.1 บก.ปพ. และ พ.ต.ท.จตุพร ติกแก้ว สว.กก.1 บก.ปพ. ร่วมกันจับกุม นายพิทยา อายุ 26 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดสมุทรปราการ ที่ 1163/2568 ลงวันที่ 24 ธ.ค.68 ข้อหา “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยทุจริต หรือโดยหลอกลวงร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลอันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน, เปิดหรือยินยอมให้บุคคลอื่นใช้บัญชีเงินฝากบัตรอิเล็กทรอนิกส์หรือบัญชีเงิน อิเล็กทรอนิกส์ของตนโดยมิได้มีเจตนาใช้เพื่อตนหรือกิจการที่ตนเกี่ยวข้อง” นอกจากนี้ ยังมีหมายจับศาลจังหวัดเชียงใหม่ และศาลจังหวัดชัยนาท ข้อหาลักษณะเดียวกันอีก 2 หมาย โดยจับกุมได้ บริเวณริมถนน ซอยพระเทพรัตนโมลี 6 แขวงทับยาว เขตลาดกระบัง กรุงเทพฯ
สืบเนื่องจากเมื่อเดือนกันยายน 2568 ผู้เสียหายรายที่ 1 ซึ่งเป็นแม่ค้าขายของออนไลน์ในพื้นที่ จ.สมุทรปราการ ได้ถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หลอกชวนเข้ากลุ่มไลน์ ไลน์แอดมินหลอกให้เปิดหน้าร้านและโอนเงินสร้างเครดิตบนเว็บ “NEXEEDS” ช่วงแรกถอนได้จริง ภายหลังถอนไม่ได้และถูกบังคับให้โอนเพิ่มรวมโอนทั้งหมด 5 ครั้ง เป็นเงิน 173,140 บาท
ผู้เสียหายรายที่ 2 ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ มิจฉาชีพใช้กลอุบายรูปแบบใหม่หลอกซ้ำเติมผู้เสียหาย เริ่มต้นจากมีคนร้ายโทรศัพท์ติดต่อมายังผู้เสียหาย โดยแอบอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่จาก “กระทรวงยุติธรรม” พร้อมแจ้งข้อมูลว่า หากผู้เสียหายเคยถูกมิจฉาชีพหลอกลวงต้มตุ๋นเงินไปในอดีต ทางหน่วยงานมีนโยบายช่วยเหลือ และสามารถดำเนินการขอรับเงินคืนให้ได้ อย่างไรก็ตาม คนร้ายได้สร้างเงื่อนไขและกลอุบายตบตาว่า หากต้องการได้เงินคืน ผู้เสียหายจะต้องทำตามขั้นตอนทางเทคนิค คือ “ร่วมลงทุนในภารกิจโจมตีเว็บไซต์ของมิจฉาชีพ” เพื่อดึงเงินกลับคืนมา ผู้เสียหายซึ่งกำลังเดือดร้อนและอยากได้เงินคืนจึงหลงเชื่อใจ ยอมโอนเงินเข้าร่วมระบบตามที่คนร้ายบอกไปจำนวน 4 ครั้ง รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 16,000 บาท ก่อนจะเริ่มเอะใจว่าถูกหลอกซ้ำซ้อน จึงเข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน
ผู้เสียหายรายที่ 3 ในพื้นที่จังหวัดชัยนาท ถูกแก๊งมิจฉาชีพออนไลน์หลอกลวงในรูปแบบ “ทำกิจกรรมรับค่าตอบแทนพิเศษ” โดยใช้อุบายชักชวนผู้เสียหายให้เข้าร่วมทำกิจกรรมออนไลน์ โดยอ้างว่าหากทำภารกิจสำเร็จจะได้รับผลตอบแทน และค่าคอมมิชชันในอัตราที่สูงเป็นพิเศษ ช่วงแรกอาจมีการให้เงินรางวัลจริงเพื่อล่อใจ แต่เมื่อผู้เสียหายหลงเชื่อโอนเงินเข้าระบบเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ กลับไม่สามารถถอนเงินออกมาได้ ผู้เสียหายได้หลงเชื่อและโอนเงินออกไปทอด ๆ ทั้งสิ้นจำนวน 4 บัญชี รวมมูลค่าความเสียหายทั้งหมด 70,000 บาท
หลังเกิดเหตุ ผู้เสียหายทั้งสามราย ได้เข้าแจ้งความให้ดำเนินคดีต่อกลุ่มผู้ก่อเหตุ ในพื้นที่ สภ.เมืองสมุทรปราการ, สภ.ภูพิงคราชนิเวศน์, สภ.เมืองชัยนาท พนักงานสอบสวนจึงรวบรวมพยานหลักฐานขอศาลออกหมายจับผู้ก่อเหตุไว้ กระทั่งเจ้าหน้าที่สืบทราบว่า นายพิทยา ผู้ต้องหาตามหมายจับ ได้หลบหนีไปกบดานอยู่ในพื้นที่ลาดกระบัง จึงวางแผนเข้าจับกุมดังกล่าว
สอบสวนผู้ต้องหาให้การปฏิเสธ โดยอ้างว่า ตนได้ถูกหลอกให้ไปรับรถที่สระแก้วเนื่องจากได้หางาน ขับรถทางเฟซบุ๊ก เมื่อไปถึงได้ถูกบังคับให้ข้ามไปสแกนหน้าให้คนจีนอยู่ประเทศกัมพูชา หลังจากสแกนหน้าเสร็จได้ถูกนำมาส่งช่องทางธรรมชาติฝั่งจันทบุรีโดยได้รับเงินเพียง 1,000 บาท จึงนำตัวส่ง สภ.เมืองสมุทรปราการ ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

