“ผู้นำฝ่ายค้านฯ” นำทีมยื่นคำร้องต่อ ปธ.รัฐสภา ส่งศาลฎีกาตั้ง คกก.ไต่สวน ป.ป.ช. ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบในคดี “ศักดิ์สยาม” ซุกหุ้น ตั้ง4ข้อกล่าวหาพร้อมหลักฐาน หวัง”โสภณ” ใช้ดุลพินิจส่งเรื่องเร็ว ย้ำ ไม่ได้มีหน้าที่วินิจฉัย ด้าน”สาธิต”เผยส่งคำร้องเพิ่มปมขัดกันแห่งผลประโยชน์ ขณะ”นันทนา”จี้ เร่งส่งลบข้อครหาระบอบสีน้ำเงิน
วันที่ 5 มิ.ย. 2569 ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้าน และหัวหน้าพรรคประชาชน ,นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ประธานวิปฝ่ายค้าน ,นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วย พรรคการเมืองฝ่ายค้าน นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส.พรรคประชาธิปัตย์ รวมถึง นางสาวนันทนา นันทวโรภาส สมาชิกวุฒิสภา ร่วมกันแถลงข่าวกการยื่นคำร้องต่อประธานรัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 236 เกี่ยวกับข้อกล่าวหาว่า ป.ป.ช. ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบกรณีการยกคำร้องคดีของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ
นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ในช่วงเวลา 1 เดือนที่ผ่านมา เราได้มีการจัดทำคำร้องให้มีความรอบคอบและรัดกุมมากที่สุด ซึ่งข้อมูลประกอบไปด้วย สิ่งที่เราเห็นได้ตามหน้าข่าว ตามสาธารณะรวมถึงเทปบันทึกที่ตัวแทน ป.ป.ช.ได้เข้ามาชี้แจงในที่ประชุมวิปฝ่ายค้าน เท่าที่พวกเราจะสามารถรวบรวมพยานหลักฐานได้ซึ่งเนื้อหาที่อยู่ในคำร้องเอกสารหนามากหลายหน้าประกอบไปด้วย 4 ข้อกล่าวหาหลัก คือ 1. ป.ป.ช.ใช้กระบวนการในการตรวจสอบไม่ชอบ มีข้อบกพร่อง เพราะป.ป.ช.ไม่ได้ตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินในเชิงลึก ก่อนที่จะยกคำร้องที่เกี่ยวกับบัญชีทรัพย์สินทั้งที่ระเบียบป.ป.ช.กำหนดให้ต้องทำอย่างถี่ถ้วนและต้องมีการตรวจสอบในเชิงลึกก่อน รวมถึงกรณีที่ป.ป.ช.ไม่ได้มีการไต่สวนหรือแสวงหาข้อเท็จจริงอย่างครบถ้วนก่อนที่จะมีการยกคำร้องที่เกี่ยวกับฐานความผิดอาญา อีกทั้ง ป.ป.ช. ยังไม่ได้มีการเรียกผู้ร้องคือนายปกรณ์ มาให้ถ้อยคำแต่อย่างใด และไม่ปรากฏว่ามีการตรวจสอบกรณีการทำนิติกรรมอำพราง หรือเส้นทางทางการเงินตามที่ศาลรัฐธรรมนูญได้เคยไต่สวนไว้
2.ป.ป.ช.ใช้ดุลพินิจในการพิจารณาคดีนี้ไม่ชอบ ไม่พิจารณาอย่างตรงไปตรงมาผิดพลาดอย่างชัดแจ้ง เช่น ป.ป.ชวินิจฉัยว่านายศักดิ์สยามไม่มีเจตนาจงใจในการยื่นบัญชีทรัพย์สินอันเป็นเท็จ ทั้งๆที่ศาลรัฐธรรมนูญ ได้มีการไต่สวนกรณีนี้ไว้แล้ว ไม่สอดคล้องกับสิ่งที่ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยไว้ รวมถึงการละเว้นการวินิจฉัยในประเด็นที่สำคัญว่านายศักดิ์สยามยังคงเป็นผู้ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วนจำกัดบุรีเจริญคอนสตรัคชั่นหรือไม่
3. ป.ป.ช.จงใจปกปิด พฤติการณ์ตรวจสอบ ไม่โปร่งใส ป.ป.ช.เพิกเฉยและไม่ตรวจสอบ ไม่ตอบสนองคำขอจากผู้ร้องในการเข้าถึงเอกสารที่เกี่ยวข้อง เกี่ยวกับกระบวนการการตรวจสอบ รวมถึงความล่าช้าและเพิกเฉยต่อการเปิดเผยผลการตรวจสอบ เช่นมติคำร้องเรื่องบัญชีทรัพย์สิน ตั้งแต่เดือนกันยายนปี 2568 และมติยกคำร้องเรื่องคดีอาญา ตั้งแต่กุมภาพันธ์ 2569 แต่พึ่งจะมีการออกแถลงการณ์สู่สาธารณะ เมื่อเดือนเมษายน 69 โดยไม่มีการแจ้งผลต่างๆเหล่านั้นกลับมายังผู้ร้องโดยตรง
4. ป.ป.ช.จงใจละเว้นละเลยไม่ตรวจสอบในมูลฐานความผิดอื่นที่เกี่ยวข้อง เช่นการตรวจสอบและวินิจฉัยฐานความผิด ในคำร้องหรือข้อเท็จจริงในคดี อย่างความผิดฐานขัดกันแห่งผลประโยชน์ตามพ.ร.ป.ป.ป.ช.มาตรา 126 เป็นต้น
นายณัฐพงษ์ ยังกล่าวต่อว่าหลังจากที่ได้มีการรวบรวมรายชื่อสมาชิกรัฐสภาตามมาตรา 236 ก็จะเป็นหน้าที่ของประธาน รัฐสภาในการใช้ดุลพินิจตรวจสอบตามคำร้องตามหลักฐานที่ตนได้แสดงว่ามีเหตุอันควรสงสัยหรือไม่
“ประธานรัฐสภาไม่ได้มีอำนาจในการวินิจฉัยว่าป.ป.ช.ผิดหรือไม่ผิด แค่ใช้ดุลพินิจในการวินิจฉัยว่ามีเหตุอันควรสงสัยหรือไม่ ซึ่งในมุมของตัวเองและเพื่อนสมาชิกที่มาร่วมลงชื่อกันพวกเราเชื่อว่าหลักฐานที่เราได้แนบมาในคำร้องนี้ยืนยันแล้วว่ามีเหตุอันควรสงสัยเพียงพอประธานรัฐสภาควรจะต้องส่งเรื่องต่อไปยังประธานศาลฎีกาให้มีการตั้งคณะกรรมการไต่สวนอิสระเพื่อดำเนินการตรวจสอบเรื่องนี้โดยเร็วที่สุด”นายณัฐพงษ์ กล่าวย้ำ
นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส. พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ยืนยันในเรื่องการเมืองสุจริต ซึ่งการดำเนินการของ ป.ป.ช. ในคดีนี้มีสิ่งที่ชวนสงสัยว่าดำเนินการที่ไม่ถูกต้องหลายประการ จึงได้ร่วมกับพรรคประชาชน พรรคฝ่ายค้าน และวุฒิสภาลงนามส่งเรื่องไปยังประธานรัฐสภา โดยหยิบยกการวินิจฉัยของ ป.ป.ช. ที่มีการแถลงข่าวก่อนหน้านี้ พรรคประชาธิปัตย์เห็นว่ามีบางประเด็นที่ ป.ป.ช. จงใจไม่วินิจฉัย ซึ่งการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญก่อนหน้านี้มีข้อยุติทั้งเรื่องข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย โดยได้ยื่นเรื่องไปยัง ป.ป.ช. อีกคำร้องหนึ่งเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ในประเด็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ หวังว่า ป.ป.ช. จะดำเนินการอย่างรวดเร็ว และพรรคประชาธิปัตย์จะเกาะติดเรื่องนี้เป็นระยะ ๆ
“คือเรื่องการขัดกันของผลประโยชน์ ทางพรรคประชาธิปัตย์จึงได้ทำคำร้องอีกหนึ่งคำร้อง เป็นการร้องไปยัง ป.ป.ช. ให้เริ่มมีการไต่สวนดำเนินคดีต่ออดีตรัฐมนตรี ศักดิ์สยาม ชิดชอบ ในเรื่องของการขัดกันของผลประโยชน์ ซึ่งข้อเท็จจริงคือบริษัทที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าเป็นของนายศักดิ์สยาม เข้าไปรับงานจากกระทรวงคมนาคม ซึ่งเป็นหน่วยงานในกำกับของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ประเด็นนี้เป็นประเด็นที่มีความขัดกันของผลประโยชน์อย่างชัดเจนแต่ ป.ป.ช. จงใจละเลย ไม่มีการวินิจฉัยในประเด็นนี้” นายสาทิตย์ กล่าว
ด้านนางสาวนันทนา กล่าวว่า ในนามสว.อิสระที่ร่วมลงชื่อ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่อื้อฉาวที่สุดประชาชนคนไทยทั้งประเทศรับรู้มองจากดาวอังคารก็เห็นเป็นการยกคำร้องที่ขัดกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญและขัดกับความรู้สึกของประชาชนทั้งประเทศ แล้วเมื่อเราร่วมลงชื่อ เพื่อที่จะให้ประธานรัฐสภาทำหน้าที่ในการใช้ดุลพินิจที่ดูว่าคำร้องนี้มีความสอดคล้องและมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าสมควรที่จะส่งเรื่องคำร้องนี้ไปยังประธานศาลฎีกาเพื่อให้ตั้งคณะกรรมการไต่สวนอิสระ เพื่อให้ตรวจสอบ การทำงานของ ป.ป.ช.ทั้งคณะหรือไม่ จึงเป็นเรื่องที่ชอบแล้ว
“ถ้าประธานรัฐสภาใช้เวลายาวนานในการตรวจสอบรายชื่อ จะใช้เวลานานแค่ไหน แล้วจะใช้ดุลพินิจในการที่จะระงับคำร้องนี้ โดยไม่ส่งไปยังประธานศาลฎีกาหรือไม่ ถ้าหากไม่ส่งก็ต้องตอบคำถามกับประชาชนทั้งประเทศว่าการที่ไม่ส่งนั้นเป็นไปตามคำครรหานินทาเรื่องระบอบสีน้ำเงินหรือไม่ อันนี้ประชาชนตรวจสอบและรอดูอยู่เราจึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ประธานรัฐสภาจะเร่งตรวจรายชื่อและส่งไปยังศาลฎีกาโดยเร็ว เพราะเรื่องนี้ยาวนานพอสมควรและเราต้องการความจริง ประธานรัฐสภาทำให้ความจริงเหล่านี้ปรากฏแก่สายตาประชาชนได้หวังว่าประธานรัฐสภาจะเร่งดำเนินการอย่างรวดเร็ว เพื่อให้คำตอบนี้ไปจากแก่สายตาประชาชนและไม่เป็นที่ครหาเรื่องระบอบสีน้ำเงินต่อไป” นางสาวนันทนา กล่าว
เมื่อถามว่าปัญหาอยู่ว่าประธานรัฐสภาจะส่งเรื่องหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นอำนาจโดยแท้ของประธานรัฐสภา ในการพิจารณาว่ามีเหตุอันควรสงสัย ในฐานะสมาชิกรัฐสภาคงไม่ได้ใช้กระบวนการล็อบบี้ หรือพูดคุยหลังบ้าน เชื่อว่าหลักฐานที่ได้แสดงเมื่อสักครู่ เป็นหลักฐานที่ไม่น่าจะจะมีใครปฏิเสธได้ ว่าเป็นเหตุอันควรเชื่อได้ว่า ที่ต้องมีการส่งต่อไปยังศาลฎีกา เพื่อตั้งคณะกรรมการไต่สวนขึ้นมาเมื่อถามว่าหากประธานรัฐสภาไม่ส่งเรื่องแล้วจะทำอย่างไรต่อ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า อาจจะมีช่องทางกฎหมายอื่น ยังไม่ขอลงรายละเอียด ซึ่งผู้ใช้อำนาจรัฐไม่ว่าจะเป็นใครรวมถึงประธานรัฐสภา หากใช้อำนาจโดยมิชอบ ก็มีช่องทางยื่นร้องในการตรวจสอบ
เมื่อถามว่าการไม่ส่ง เป็นการใช้อำนาจโดยมิชอบหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่าอย่างที่ได้แถลงไป คือพยานหลักฐานที่มีในวันนี้ ได้รวบรวมมาไม่น่าจะปฏิเสธได้ว่ามีเหตุอันควรสงสัย หรือเชื่อได้ว่า ดังนั้นหากประธานรัฐสภาจะปัดตก นอกจากจะค้านต่อสายตาของสังคม ส่วนตัวเชื่อว่าอาจจะเป็นการใช้ดุลพินิจที่อาจไม่ถูกต้อง เมื่อมองจากมุมมองของพวกเรา
เมื่อถามว่าถ้าประธานรัฐสภาไม่ส่งเรื่องจะสะท้อนว่าประธานรัฐสภาอยู่ในระบอบสีน้ำเงินหรือไม่ นายณัฐพงษ์กล่าวว่า ได้อธิบายพอสมควรแล้วว่าระบอบสีน้ำเงิน หมายถึงเครือข่ายทางการเมือง ที่มีอิทธิพลมีผลประโยชน์ต่างตอบแทนต่อกัน ทั้งในฝั่งการเมืองและฝั่งเศรษฐกิจ ดังนั้น อยากให้สังคมช่วยกันวิเคราะห์ว่า ประธานรัฐสภา โดยเฉพาะพิจารณาในกรณีนี้ รวมถึงนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ทาง ป.ป.ช.เอง มีความเกี่ยวข้องเกี่ยวพันกันอย่างไร ถ้าการปัดตกขึ้นมาให้สังคมช่วยตัดสินว่าตกลงแล้วเกี่ยวข้องกับระบอบสีน้ำเงินที่กล่าวไว้หรือไม่
นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า สิ่งที่สังคมคาดหวังคือการทำหน้าที่ของประธานรัฐสภา องค์กรอิสระและตัวแทนของประชาชนที่อยู่ในสภาแห่ง อยากให้ทุกคนทำหน้าที่ของตัวเองอย่างตรงไปตรงมา ว่าสิ่งที่เป็นความล้มเหลวในประเทศปัจจุบัน คือบรรดาผู้มีอำนาจรัฐ ส่วนหนึ่งส่วนใหญ่อาจไม่ได้ใช้อำนาจรัฐอย่างตรงไปตรงมาเท่าไหร่ แต่กำลังใช้อำนาจทางกฎหมายทำลายล้างฝั่งตรงข้ามปกป้องพวกพ้อง ดังนั้น อย่างที่ทุกคนเห็นประธานรัฐสภาเองมาจากพรรคการเมืองใด นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ เป็นกลุ่มก้อนการเมืองไหน ดังนั้นให้สังคมช่วยตัดสินการใช้ดุลพินิจของประธานสภาจะเป็นอย่างไร

