หน้าแรกไลฟ์สไตล์หอศิลป์จัด “วรรณกรรมแรงงาน”  ศิลปินแห่งชาติ-นักคิด-กรรมกร ร่วมส่งเสียงศักดิ์ศรีผู้ใช้แรงงานผ่านบทกวีและศิลปะ ตอกย้ำ “วรรณกรรม” คือพลังทางความคิดและอาวุธสำคัญในการตั้งคำถามต่อความไม่เป็นธรรมในสังคม

หอศิลป์จัด “วรรณกรรมแรงงาน”  ศิลปินแห่งชาติ-นักคิด-กรรมกร ร่วมส่งเสียงศักดิ์ศรีผู้ใช้แรงงานผ่านบทกวีและศิลปะ ตอกย้ำ “วรรณกรรม” คือพลังทางความคิดและอาวุธสำคัญในการตั้งคำถามต่อความไม่เป็นธรรมในสังคม

หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC) เปิดเวที “วรรณกรรมแรงงาน” อย่างอบอุ่นและเข้มข้น ท่ามกลางการรวมตัวของศิลปินแห่งชาติ นักเขียน นักคิด นักเคลื่อนไหว และผู้ใช้แรงงานจากหลากหลายอาชีพ เพื่อร่วมส่งเสียงผ่านบทกวี เพลง ขับเสภา และงานวรรณกรรม สะท้อนชีวิต ความทุกข์ ความหวัง และศักดิ์ศรีของชนชั้นแรงงาน 

วันที่ 27 พฤษภาคม 2569 เวลา 14.00 น. ที่ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC)  บรรยากาศการจัดงานเปิดตัวพื้นที่วรรณกรรมของหอศิลป์ ภายใต้โครงการ “วรรณกรรมทัพพี” พร้อมกิจกรรมแรก “วรรณกรรมแรงงาน” เป็นไปอย่างอบอุ่นและเปี่ยมด้วยพลังสร้างสรรค์ โดยมี นายฉัตรวิชัย พรหมทัตตเวที รองประธานกรรมการมูลนิธิหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ตลอดจนศิลปินแห่งชาติ นักคิด นักเขียน นักกวี ตัวแทนผู้ใช้แรงงานจากหลากหลายสาขาอาชีพ เข้าร่วมงานเป็นจำนวนมากเพื่อร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับ “แรงงาน” ผ่านงานวรรณกรรมและศิลปะหลากแขนง

งานกิจกรรมเปิดด้วยการอ่านบทกวี โดย อาจารย์ชมัยภร แสงกระจ่าง ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ ในฐานะกรรมการมูลนิธิ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC) เกี่ยวกับ  “แรงรัก แรงงาน” เผยใหเห็นมิติที่กว้างกว่าการใช้แรงกาย แต่รวมถึงแรงงานทางความคิด อารมณ์ และจิตวิญญาณของผู้สร้างสรรค์งานศิลปะทุกแขนง แม้งานวรรณกรรมจะเป็นเพียงบทกวีไม่กี่บรรทัด แต่กว่าจะกลั่นออกมาได้ บางครั้งต้องใช้ “ความใช้ความย่อยยับทางอารมณ์” แลกเปลี่ยน จึงถือได้ว่าศิลปิน นักเขียน กวี ผู้สร้างภาพยนตร์ หรือผู้ทำงานศิลปะทุกแขนง ล้วนเป็น“แรงงาน” เช่นเดียวกัน ดนตรี กวี เสภา ล้วนเป็นแรงงาน เพราะไม่ว่าจะเป็นบทกวี แม้เพียงหนึ่งหรือสองบรรทัด บางครั้งก็ต้องใช้พลังชีวิตและอารมณ์อย่างมาก 

จากนั้นศิลปินกลุ่มภราดร ได้ขับร้องเพลงเกี่ยวกับแรงงานและการต่อสู้ของแรงงานในสังคม ก่อนที่จะเข้าสู่ช่วงของการเสวนาวรรณกรรมแรงงาน ในนิยาม ”เราทุกคนคือแรงงาน” ดำเนินรายการ โดย สุปัน รักเชื้อ  

“วรรณกรรมแรงงาน” ไม่ใช่แค่ความบันเทิง “อ.ศักดินา” ชี้ คืออาวุธสร้างจิตสำนึกชนชั้น ปลุกแรงงานลุกสู้ความไม่เป็นธรรม

อาจารย์ศักดินา ฉัตรกุล ณ อยุธยา นักประวัติศาสตร์แรงงานกับพิพิธภัณฑ์แรงงาน ได้เปิดมุมมองบทบาทวรรณกรรมแรงงาน ในเวทีเสวนา โดยชี้ให้เห็นว่า วรรณกรรมไม่ใช่เพียงงานศิลปะเพื่อความบันเทิง แต่เป็น “เครื่องมือทางชนชั้น” ที่ช่วยปลุกสำนึกผู้ใช้แรงงานให้ตระหนักถึงความเหลื่อมล้ำ การถูกเอารัดเอาเปรียบ และพลังของการรวมตัวต่อสู้เพื่อเปลี่ยนแปลงสังคม โดยระบุว่า การพูดถึง “จิตสำนึกทางชนชั้น” ของผู้ใช้แรงงาน เป็นประเด็นที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในการศึกษาวรรณกรรมแรงงาน เพราะแก่นสำคัญคือการทำให้แรงงานตระหนักว่า พวกเขาอยู่ภายใต้โครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมเดียวกัน เผชิญปัญหาแบบเดียวกัน และถูกกดทับจากระบบเดียวกัน ซึ่งจิตสำนึกทางชนชั้นไม่ได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ แต่ต้องถูกสร้างผ่านการศึกษา วัฒนธรรม ประสบการณ์การต่อสู้ และความเดือดร้อนร่วมกัน จนทำให้ผู้ใช้แรงงานเห็นว่าปัญหาที่เผชิญไม่ใช่เรื่องส่วนบุคคล แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ผ่านการรวมตัว

“เมื่อแรงงานเริ่มรู้สึกว่าพวกเขาถูกเอารัดเอาเปรียบจากระบบเดียวกัน และเห็นพ้องว่าจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงร่วมกัน นั่นคือการเกิดจิตสำนึกทางชนชั้น” อ.ศักดินา กล่าว

ในการเสวนา ยังชี้ให้เห็นว่า “วรรณกรรม” เป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญของการต่อสู้ทางชนชั้น แม้สังคมทั่วไปอาจมองว่าวรรณกรรมเป็นเพียงงานเพื่อความบันเทิงของชนชั้นกลางหรือชนชั้นสูง แต่สำหรับแรงงาน วรรณกรรมสามารถทำหน้าที่เป็น “อาวุธทางความคิด” ที่ช่วยสร้างความตระหนักรู้ร่วมกัน และผลักดันให้เกิดการเคลื่อนไหวทางสังคม

อาจารย์ศักดินา ได้หยิบยกแนวคิดของนักคิดสายมาร์กซิสต์หลายคน ไม่ว่าจะเป็น คาร์ล มาร์กซ์ และฟรีดริช เอ็งเกิลส์ ที่มองว่าแรงงานต้องผ่านประสบการณ์ร่วมและการศึกษา จึงจะเกิดจิตสำนึกทางชนชั้น รวมถึง อันโตนิโอ กรัมชี นักคิดชาวอิตาลี ที่เสนอแนวคิด “การครอบงำทางความคิด” หรือ Hegemony ซึ่งชนชั้นปกครองใช้ควบคุมผู้คนผ่านวัฒนธรรมและความเชื่อมากกว่าการใช้อาวุธเพียงอย่างเดียว พร้อมระบุว่า หากฝ่ายแรงงานต้องการสร้างพลังต่อรอง ก็จำเป็นต้องสร้าง “Counter-Hegemony” หรือการต่อสู้ทางความคิดผ่านสื่อและวรรณกรรมของตัวเอง เพื่อท้าทายอำนาจนำเดิมของชนชั้นปกครอง

นอกจากนี้ ยังยกตัวอย่างวรรณกรรมระดับโลกที่มีบทบาทสร้างสำนึกทางชนชั้นที่ปลุกแนวคิด กรรมกรทั่วโลก จงรวมตัวกัน (Workers of the world, unite ) จนนำไปสู่การเคลื่อนไหวแรงงานในหลายประเทศ รวมถึง “Germinal”ของเอมิลโซลา(Emile Zola) ที่สะท้อนชีวิตอันยากลำบากของคนงานเหมืองในฝรั่งเศส และ “แม่” ของแม็กซิม กอร์กี ที่เล่าการลุกขึ้นต่อสู้ของผู้คนธรรมดาหลังเผชิญความอยุติธรรม พร้อมกล่าวว่า วรรณกรรมมีพลังสำคัญหลายด้าน ทั้งการทำให้แรงงานเห็นรากเหง้าของปัญหา ทำลายความรู้สึกโดดเดี่ยว สร้างจินตนาการร่วมถึงสังคมที่ดีกว่า และเปลี่ยนความเจ็บปวดให้กลายเป็นพลังในการต่อสู้ร่วมกัน

ส่วนในบริบทของประเทศไทย ระบุว่า ขบวนการแรงงานไทยเองก็ใช้วรรณกรรมและสื่อสิ่งพิมพ์เป็นเครื่องมือสร้างจิตสำนึกมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ยุคก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ผ่านหนังสือพิมพ์ “กรรมกร” การเกิดขึ้นของ “มหาชน” ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ไปจนถึง “ข่าวคนงาน” หลังเหตุการณ์ 14ตุลาคม และสิ่งพิมพ์ของมูลนิธิอารมณ์ พงศ์พงัน ที่ทำหน้าที่เผยแพร่วรรณกรรมและแนวคิดด้านแรงงานมายาวนาน

จากนั้น  อาจารย์ จีระนันท์ พิตรปรีชา กวีซีไรต์ ได้เล่าประสบการณ์จากยุค 14 ตุลา สะท้อนบทบาทวรรณกรรมและบทเพลงเพื่อชีวิตในการต่อสู้ของชนชั้นแรงงาน โดยกล่าวย้อนถึงบรรยากาศการต่อสู้ทางความคิดและศิลปวัฒนธรรมในยุค 14 ตุลาคม 2516 ว่า วรรณกรรมและบทเพลงเพื่อชีวิตเคยทำหน้าที่เป็น “เสียง” ของผู้ใช้แรงงานและชนชั้นล่างในสังคมไทยอย่างทรงพลัง โดยเพลงและบทกวีเกี่ยวกับเสรีภาพ ความเสมอภาค และศักดิ์ศรีของมนุษย์ ไม่ใช่เรื่องใหม่ของโลก แต่มีรากมาจากแนวคิดตะวันตกตั้งแต่หลายร้อยปีก่อน ก่อนจะถูกต่อยอดเป็นผลงานศิลปะระดับโลก เช่น ซิมโฟนี หมายเลข 9 ของบีโธเฟน ซึ่งสะท้อนอุดมการณ์เสรีภาพและความเท่าเทียม โดยแนวคิดเรื่องชนชั้นและแรงงานได้แพร่เข้าสู่สังคมไทยผ่านนักคิดและนักเขียนอย่าง “จิตร ภูมิศักดิ์” ซึ่งไม่เพียงเป็นนักคิดฝ่ายสังคมนิยม แต่ยังเป็นผู้มีอัจฉริยภาพทางวรรณศิลป์ จนสามารถสร้างบทเพลงและบทกวีที่ฝังอยู่ในความทรงจำของผู้คนได้อย่างยาวนาน 

“หนังสือตำราอาจถูกเผาหายไปได้ แต่เพลงไม่มีวันหาย เพราะมันอยู่ในความทรงจำของผู้คน” อาจารย์จีระนันท์ กล่าว

อาจารย์จีระนันท์ ย้อนเล่าถึงบรรยากาศหลังเหตุการณ์ 14ตุลาคม 2516 ว่า เป็นช่วงเวลาที่ขบวนการแรงงานไทยเติบโตอย่างรวดเร็ว มีการนัดหยุดงาน เดินขบวนเรียกร้องค่าแรงและสิทธิแรงงานจำนวนมาก โดยเฉพาะแรงงานหญิงในโรงงานทอผ้า ซึ่งกลายเป็นกำลังสำคัญของการเคลื่อนไหวในยุคนั้น และยังสะท้อนว่า คำว่า “กรรมกร” ในอดีตเคยเป็นคำที่มีศักดิ์ศรี แต่ปัจจุบันสังคมกลับพยายามหลีกเลี่ยงคำดังกล่าว พร้อมแยกย่อยสถานะของผู้ใช้แรงงานออกเป็นอาชีพต่างๆ จนทำให้สำนึกทางชนชั้นอ่อนแรงลง

“ไม่ว่าจะคนขับรถ ไรเดอร์ รปภ. หรือพนักงานร้านสะดวกซื้อ ทุกคนคือผู้ใช้แรงงานทั้งหมด แต่สังคมพยายามทำให้คนรู้สึกว่าตัวเองอยู่สูงกว่าอีกคน” พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า โลกยุคใหม่ที่เทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์( AI) เข้ามาแทนแรงงานจำนวนมาก ยิ่งทำให้การรวมตัวและการสร้างสำนึกร่วมของแรงงานยากขึ้น ต่างจากยุคก่อนที่ขบวนการแรงงานมีพลังและเป้าหมายร่วมกันอย่างชัดเจน

ช่วงท้ายของการเสวนา อาจารย์จีระนันท์ ได้อ่านบทกวี “แรงงาน แรงเงา” ซึ่งเขียนขึ้นจากเหตุการณ์ตึกถล่มและโศกนาฏกรรมของแรงงานก่อสร้าง สะท้อนภาพผู้ใช้แรงงานในฐานะ “คนตัวเล็ก” ที่ต้องแบกรับความเสี่ยงและความสูญเสียจากระบบทุนและการคอร์รัปชัน  พร้อมย้ำว่า การแก้ปัญหาแรงงานไม่ใช่เพียงการเรียกร้องค่าแรงหรือสวัสดิการเท่านั้น แต่ต้องแก้ที่ “โครงสร้าง” และระบบกฎหมายที่เอื้อให้เกิดความไม่เป็นธรรมซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพราะปัญหาแรงงานไม่ใช่เรื่องเวทนาสงสาร แต่มันคือปัญหาเชิงระบบ

“ประชาคม ลุนาชัย” นักเขียนเรื่องสั้นและนวนิยาย ถ่ายทอดประสบการณ์ชีวิตอดีตแรงงานและลูกเรือประมง สะท้อนโลกของผู้ใช้แรงงานไทยที่ต้องเผชิญความเสี่ยง การเอารัดเอาเปรียบ และความไม่มั่นคง ตั้งแต่โรงงานห้องแถวในกรุงเทพฯ จนถึงเรือประมงกลางทะเล พร้อมชี้ว่าวรรณกรรมคือพื้นที่บันทึกเลือด เหงื่อ และความคับแค้นของชนชั้นแรงงาน

“เกิดเป็นแรงงานไทย ใจต้องสู้ ไม่ว่าตายหรืออยู่ ต้องสู้เสมอ” คือประโยคเปิดที่ “ประชาคม ลุนาชัย” นักเขียนเรื่องสั้นและนวนิยาย กล่าวบนเวทีเสวนา “วรรณกรรมแรงงาน” ก่อนเล่าชีวิตจากประสบการณ์ตรงของการเป็นแรงงานอพยพจากต่างจังหวัดเข้าสู่กรุงเทพฯ ในช่วงหลายสิบปีก่อน ยุคที่แรงงานยังแทบไม่มีหลักประกันหรือสวัสดิการรองรับ โดยเล่าย้อนถึงชีวิตแรงงานในโรงงานขนาดเล็กย่านฝั่งธนบุรี สมุทรปราการ และนนทบุรี ที่คนงานต้องทำงานล่วงเวลาอย่างหนักโดยไม่มีค่าตอบแทน บางคนประสบอุบัติเหตุจนพิการ แต่นายจ้างกลับไม่รับผิดชอบ

“เด็กปั๊มพื้นรองเท้าคนหนึ่งพลาดเอามือไปอยู่ใต้ใบมีด เครื่องกดลงมาจนมือขาด แต่สุดท้ายนายจ้างมองว่าเป็นความประมาทส่วนตัว ไม่มีการเยียวยาอะไร” ประชาคม ลุนาชัย กล่าว

ประชาคม ลุนาชัย เล่าว่า โลกของแรงงานประมงยิ่งโหดร้ายกว่า เพราะเป็น “กฎเถื่อนแห่งมหาสมุทร” ที่แทบไม่มีระบบคุ้มครองใดเข้าไปดูแล ลูกเรือจำนวนมากไม่รู้แม้กระทั่งว่าตนเองจะได้รับค่าจ้างเท่าใด เพราะระบบการจ่ายเงินขึ้นอยู่กับ “ไต้ก๋ง” หรือหัวหน้าลูกเรือ ที่เป็นผู้ประเมินความสามารถและแบ่งส่วนแบ่งรายได้ พร้อมสะท้อนว่า ลูกเรือประมงจำนวนไม่น้อยทำงานรับใช้เรือมานานกว่า 20-30 ปี แต่เมื่อแก่ตัวลงกลับไม่มีเงินเกษียณ ไม่มีหลักประกันชีวิต และเมื่อถูกปลดจากเรือก็แทบไม่เหลืออะไรติดตัว พร้อมยกตัวอย่างเรื่องสั้น “ฝั่งสุดท้าย” ที่เล่าชีวิตชายชราวัยกว่า 70 ปี อดีตหัวหน้าคนงานในเรือประมง ซึ่งถูกปลดออกจากเรือหลังอายุมากขึ้น แม้จะอ้อนวอนขอกลับลงเรือโดยไม่รับเงินเดือนก็ตาม สุดท้ายชายคนดังกล่าวหายไปกลางทะเล ไม่ได้กลับเข้าฝั่งอีกเลย

“มันสะท้อนชีวิตคนที่อยู่กับทะเลทั้งชีวิต แต่สุดท้ายทะเลก็กลืนเขาไป” เขากล่าว

นอกจากนี้  ประชาคม ลุนาชัย ยังเล่าถึงชะตากรรมของแรงงานประมงไทยที่ต้องออกเรือไปลักลอบจับปลาในน่านน้ำประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งพม่า เวียดนาม และอินโดนีเซีย จนหลายครั้งถูกจับ ถูกยิง หรือพิการกลับมา โดยครอบครัวต้องเผชิญความยากลำบากเพียงลำพัง ซึ่งวรรณกรรมหลายเรื่องของเขา เช่น “สินน้ำใจ”“ฝั่งสุดท้าย”“ในกับดักและตามวงล้อม” และ “ไต้ก๋ง” ล้วนเกิดจากการสังเกตชีวิตจริงของแรงงาน ทั้งแรงงานไร่หอมแดง แรงงานโรงงาน และลูกเรือประมง พร้อมระบุว่า งานเขียนของตนไม่ได้มีเป้าหมายปลุกระดมต่อสู้ แต่ต้องการ “สะท้อนความจริง” ของผู้ใช้แรงงาน ผ่านภาพเลือด เหงื่อ ความเหนื่อยล้า และความหวังอันริบหรี่ 

ทั้งนี้ ยังสะท้อนถึงความเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมประมงไทยในปัจจุบันว่า คนไทยทำงานประมงน้อยลง ถูกแทนที่ด้วยแรงงานข้ามชาติจากเมียนมาและลาว ขณะที่รูปแบบการทำประมงเปลี่ยนไปเป็นระบบบริษัทและเรือแม่-เรือลูก ทำให้ลูกเรือต้องใช้ชีวิตกลางทะเลนานนับปี พร้อมฝากข้อคิดถึงผู้ใช้แรงงานทุกคนว่า แม้ชีวิตจะเต็มไปด้วยความมืดและความยากลำบาก แต่ยังต้องมองหา “แสงดาวแห่งความหวัง” เพื่อเดินหน้าต่อไป

จากนั้น วสันต์ สิทธิเขตต์ ศิลปินและนักเคลื่อนไหวทางสังคม ได้อ่านบทกวีว่าด้วยบท ”ฉันรักประเทศไทย” และตามด้วยการขับเสภา โดย ณัฏฐกฤษฏิ์ อกนิษฐ์ธาดา เสภาอาเซียน ว่าด้วย ”สดุดีแรงงาน”  เพื่อส่งเสียงจากชีวิตจริงสู่สังคม ผ่านบทกวี เสภา และงานเขียนที่สะท้อนความทุกข์ ความอดทน และศักดิ์ศรีของผู้ใช้แรงงาน หลายผลงานชี้ให้เห็นว่า แม้ผู้คนจะถูกกดขี่หรือเผชิญความลำบาก พวกเขายังคงยืนหยัดเพื่อชีวิต ครอบครัว และความหวัง วรรณกรรมจึงไม่ใช่เพียงศิลปะเพื่อความงาม แต่เป็นพลังในการตั้งคำถามต่อสังคม และเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับผู้คนตัวเล็กตัวน้อย

“วรรณกรรมแรงงาน” จุดกำเนิดหนังชนชั้นแรงงาน “ดร.อลงกต” ชี้ศิลปะเปลี่ยนตามสังคม จากโรแมนติกสู่สัจนิยม

ดร.อลงกต ใหม่ด้วง (กัลปพฤกษ์) นักวิจารณ์วรรณกรรมและภาพยนตร์ เปิดมุมมองความเชื่อมโยงระหว่างวรรณกรรมแรงงานกับภาพยนตร์ ได้กล่าวต่อยอดจากประเด็นวรรณกรรมแรงงาน สู่ความสัมพันธ์กับงานภาพยนตร์ โดยระบุว่า ศิลปะทุกแขนงล้วนส่งอิทธิพลต่อกัน และเมื่อสังคมเปลี่ยน ศิลปะก็เปลี่ยนตาม ก่อนที่วรรณกรรมแรงงานจะเฟื่องฟู โลกศิลปะตะวันตกเคยอยู่ภายใต้อิทธิพลของ “ยุคโรแมนติก” ซึ่งเน้นอารมณ์ ความยิ่งใหญ่ และวีรบุรุษ แต่หลังปี ค.ศ.1848 เมื่อ คาร์ล มาร์กซ์ และฟรีดริช เองเกลส์ เผยแพร่ “แถลงการณ์พรรคคอมมิวนิสต์” สังคมเริ่มหันมาให้ความสำคัญกับชนชั้นแรงงานมากขึ้น ส่งผลให้ศิลปะเปลี่ยนผ่านสู่ “สัจนิยม” หรือ Realism ซึ่งจากเดิมที่ศิลปินนิยมวาดภาพธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ หรือเรื่องราวของวีรบุรุษ ศิลปินยุคสัจนิยมกลับหันมามอง “ความงามของชีวิตสามัญ” ซึ่งในอดีตแทบไม่มีใครเห็นว่าเป็นสิ่งน่าสนใจในเชิงศิลปะ

“เมื่อความคิดของสังคมเปลี่ยน ศิลปะก็เปลี่ยนตาม จากยุคโรแมนติกมาสู่ยุคสัจนิยม และวรรณกรรมเองก็เดินตามเส้นทางเดียวกัน” ดร.อลงกต กล่าว

ทั้งนี้ ยังได้ยกตัวอย่าง “Germinal” ผลงานคลาสสิกของ เอมิลโซลา ที่ตีพิมพ์ในปี 1885 ซึ่งเล่าเรื่องการลุกฮือประท้วงของคนงานเหมืองในฝรั่งเศสตอนเหนือ โดยถือเป็นหมุดหมายสำคัญของวรรณกรรมแรงงานโลก และสะท้อนวัฒนธรรมการต่อสู้ของแรงงานฝรั่งเศสมาจนถึงปัจจุบัน พร้อมระบุว่า “Germinal” ถูกดัดแปลงเป็นภาพยนตร์หลายครั้ง แต่เวอร์ชันปี 1993 ถือว่าโด่งดังที่สุด และเคยเป็นภาพยนตร์ทุนสร้างสูงสุดของฝรั่งเศสในยุคนั้น แม้จะยังคงสาระการต่อสู้ของชนชั้นแรงงานไว้ แต่ก็สะท้อน “ความย้อนแย้ง” ของวงการภาพยนตร์ ที่ต้องพึ่งทุนมหาศาลและดาราชื่อดัง จนบางครั้งความดิบของชีวิตแรงงานถูกทำให้กลายเป็นภาพอันยิ่งใหญ่แบบหนังชาติ

นอกจากนี้ ยังกล่าวถึง “Mother” หรือแม่ ของ แม็กซิม กอร์กี (Maxim Gorky ) ว่าเป็นอีกหนึ่งงานคลาสสิกสำคัญของวรรณกรรมแรงงาน โดยเล่าเรื่องแม่ชนชั้นแรงงานที่แม้ไม่เข้าใจทฤษฎีการต่อสู้ทางชนชั้น แต่พร้อมยืนเคียงข้างลูกชายผู้เคลื่อนไหวเพื่อสิทธิแรงงานเสมอ สำหรับฉบับภาพยนตร์ที่โดดเด่นที่สุด คือเวอร์ชันสหภาพโซเวียต ปี 1926 ซึ่งเป็นหนังเงียบขาวดำ และมีชื่อเสียงด้านเทคนิคการตัดต่อแบบ “Soviet Montage” ที่ใช้การเรียงภาพอย่างรวดเร็วเพื่อสร้างอารมณ์และความหมายทางการเมือง

ดร.อลงกต กล่าวทิ้งท้ายว่า วรรณกรรมแรงงานไม่ได้เขียนเพื่อความบันเทิง แต่เป็น “รากฐานทางความคิด” ที่ส่งอิทธิพลต่อศิลปะหลายแขนง รวมถึงภาพยนตร์ และช่วยให้สังคมหันกลับมามองชีวิตของผู้ใช้แรงงานในฐานะมนุษย์ที่มีศักดิ์ศรีและเรื่องราวควรค่าแก่การเล่า พร้อมยกย่องผลงานของ “ประชาคม ลุนาชัย” ว่าเป็นงานเขียนที่มีรายละเอียดครบถ้วน ทั้งภาพ กลิ่น เสียง และมิติของตัวละคร จนผู้อ่านสามารถจินตนาการราวกับชมภาพยนตร์ “อ่านแล้วเหมือนดูหนัง คาแรกเตอร์ชัดเจนมาก แทบไม่ต้องสร้างใหม่เลย” ดร.อลงกตกล่าว พร้อมเผยว่ามีผู้สนใจติดต่อซื้อลิขสิทธิ์บางเรื่องไปพัฒนาเป็นภาพยนตร์แล้ว

นอกจากนี้ ยังมีการยกตัวอย่างภาพยนตร์ไทยที่สะท้อนชีวิตแรงงาน เช่น “เทพธิดาโรงงาน” ของ ยุทธนา มุกดาสนิท ที่แม้จะมีโครงสร้างแบบภาพยนตร์บันเทิง แต่ก็ยังสะท้อนปัญหาความไม่เป็นธรรมในโรงงาน รวมถึงภาพยนตร์ร่วมสมัยที่พูดถึงแรงงานในระบบอุตสาหกรรมและแรงงานออฟฟิศยุคใหม่

เวทีเสวนายังต่อยอดเข้าสู่การแสดงบทกวี โดย “กุดจี่ พรชัย แสนยะมูล” นักเขียน นักดนตรี และกวีเจ้าของรางวัลเซเว่นบุ๊คอวอร์ด ได้อ่านบทกวี “แรงงาน” ถ่ายทอดชีวิตผู้ใช้แรงงานตั้งแต่เกษตรกร ช่างเหล็ก ไปจนถึงแรงงานสมองในยุค AI พร้อมสะท้อนภาพเด็กแรงงานและความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย เนื้อหาของบทกวีสะท้อนภาพการถูกเอารัดเอาเปรียบ การขูดรีด และการรวมพลังของแรงงานเพื่อเรียกร้องสิทธิและความเป็นธรรมในสังคม

จากนั้น นายสาวิทย์ แก้วหวาน ประธานสมาพันธ์สมานฉันท์แรงงานไทย หรือ สสรท.ได้ร่ายบทกวีสะท้อนความทุกข์ของชนชั้นแรงงาน โดยชี้ว่ายุคปัจจุบันหนักหน่วงยิ่งกว่ายุคปฏิวัติอุตสาหกรรม พร้อมปลุกพลังกรรมกรรวมตัวต่อสู้เพื่อศักดิ์ศรีและความเป็นธรรม ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาตนเองยังคงยืนอยู่บน “ถนนคนทำงาน” และต่อสู้เรียกร้องความเป็นธรรมให้แรงงานอย่างต่อเนื่อง พร้อมสะท้อนว่า ความทุกข์ยากของผู้ใช้แรงงานในยุคปัจจุบัน “หนักหน่วงยิ่งกว่ายุคปฏิวัติอุตสาหกรรมยุคแรก” การใช้บทกวีและภาษาวรรณกรรม เป็นอีกวิธีในการสื่อสารความรู้สึกและความจริงของชนชั้นแรงงานไปยังสังคม เพราะแม้หลายคนอาจไม่ได้อ่านหนังสือ แต่ภาษากวีสามารถเข้าถึงหัวใจผู้คนได้ ช่วงหนึ่งของการอ่านบทกวี สาวิทย์ แก้วหวาน ประกาศชัดว่า “ถ้ากรรมกรไม่ลุกขึ้นสู้ กรรมกรก็ไม่มีทางที่จะมีคุณภาพชีวิตที่ดี โลกเปลี่ยนได้ด้วยมือเรา กรรมกร”

ในช่วงท้ายของการจัดงานยังมีการนำเสนอศิลปะร่วมสมัยว่าด้วยแรงงานแพลตฟอร์ม ผ่านนิทรรศการ “ตะแล็ป・แก-ร็・บ” ที่ชวนย้อนมองพัฒนาการการสื่อสาร จากยุคโทรเลข (Telegraph) สู่แพลตฟอร์มยุคดิจิทัล โดย ศุภณัฐ ฟุ้งธนะกุล ตัวแทนนิทรรศการกล่าวว่า ผู้คนจำนวนมากอาจคุ้นชินกับความสะดวกสบายของแพลตฟอร์ม จนลืมมองเห็นแรงงานที่อยู่เบื้องหลัง นิทรรศการดังกล่าวเปิดพื้นที่ให้ผู้ชมรับฟัง “เสียงในใจ” ของไรเดอร์ ผ่านบันทึกชีวิตจริง ทั้งความเหนื่อยล้า การทำงานวันละกว่า 10 ชั่วโมง ความไม่มั่นคงของรายได้ และเวลาที่หายไปจากครอบครัว ไม่มีฉลอง ไม่มีเวลาพูดคุยกับครอบครัว ตื่นมาก็ต้องออกไปทำงานต่อ คือหนึ่งในข้อความที่ถูกนำมาเผยแพร่บนเวที

เวทีเสวนา ปิดท้ายด้วยการเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมงาน ได้อ่านบทกวีและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ชีวิตแรงงาน ก่อนถ่ายภาพร่วมกัน ท่ามกลางบรรยากาศอบอุ่น แต่เปี่ยมด้วยพลังของการสะท้อนชีวิตและศักดิ์ศรีของผู้ใช้แรงงานในทุกยุคสมัย

RELATED ARTICLES
- Advertisment -spot_img
- Advertisment -spot_img
- Advertisment -spot_img