กรมควบคุมโรค เตือนระวังโรคจากค้างคาว แนะหลีกเลี่ยงสัมผัสโดยตรง พร้อมย้ำมาตรการป้องกันโรค

46

กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ขอความร่วมมือประชาชนดูแลสุขอนามัย และหลีกเลี่ยงการสัมผัสค้างคาวโดยไม่จำเป็น พร้อมย้ำว่า “ค้างคาว” เป็นสัตว์ที่มีบทบาทสำคัญต่อระบบนิเวศ ทั้งช่วยผสมเกสรพืช และควบคุมแมลงตามธรรมชาติ อย่างไรก็ตาม การเข้าใกล้ หรือสัมผัสโดยตรงอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดโรคจากสัตว์สู่คนได้ จึงควรเว้นระยะห่าง และปฏิบัติตามหลักสุขอนามัยอย่างเหมาะสม


วันนี้ (29 พฤษภาคม 2569) นายแพทย์มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า โดยทั่วไปค้างคาวจะไม่ทำอันตรายต่อมนุษย์หากไม่มีการเข้าไปรบกวน แต่การจับ สัมผัส หรือเข้าใกล้ค้างคาว รวมถึงการสัมผัสมูล น้ำลาย หรือซากโดยไม่สวมอุปกรณ์ป้องกัน อาจเพิ่มความเสี่ยงในการรับเชื้อโรคได้ จึงขอให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการจับค้างคาวด้วยมือเปล่า และไม่ควรนำมาประกอบอาหาร เนื่องจากค้างคาวเป็นแหล่งรังโรคของเชื้อโรคบางชนิดที่สามารถติดต่อสู่คนได้ เช่น โรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ โรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาบางชนิด และโรคพิษสุนัขบ้า จึงควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสโดยไม่จำเป็น และปฏิบัติตามหลักสุขอนามัยอย่างเหมาะสม หากพบค้างคาวบินเข้าบ้าน หรือพบค้างคาวป่วย หรือตายผิดปกติ ขอให้หลีกเลี่ยงการสัมผัส และแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่เข้าดำเนินการอย่างเหมาะสม โดยเฉพาะเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคประจำตัว ควรหลีกเลี่ยงการเข้าใกล้แหล่งอาศัยของค้างคาวโดยไม่จำเป็น


นายแพทย์ดิเรก ขำแป้น รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวเพิ่มเติมว่า การป้องกันโรคจากสัตว์สู่คนสามารถทำได้ง่าย ด้วยการรักษาสุขอนามัยส่วนบุคคล เช่น ล้างมือด้วยสบู่ และน้ำสะอาดหลังสัมผัสสิ่งสกปรก สวมถุงมือ หรือหน้ากากเมื่อทำความสะอาดพื้นที่ที่มีมูลค้างคาว และรับประทานอาหารที่ปรุงสุก สะอาด และปลอดภัย

กรมควบคุมโรค แนะนำประชาชนปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโรค ดังนี้ 1) หลีกเลี่ยงการจับหรือสัมผัสค้างคาว รวมถึงมูล น้ำลาย และซากสัตว์โดยตรง 2) ไม่เข้าไปในพื้นที่ที่เป็นแหล่งอาศัยของค้างคาวโดยไม่จำเป็น 3) หากจำเป็นต้องทำความสะอาดพื้นที่ที่มีมูลค้างคาว ต้องสวมถุงมือ หน้ากาก และใช้น้ำยาฆ่าเชื้ออย่างเหมาะสม 4) รับประทานอาหารที่ปรุงสุก สะอาด และหลีกเลี่ยงการบริโภคสัตว์ป่า 5) หากถูกค้างคาวกัด ข่วน หรือสัมผัสสารคัดหลั่ง ควรรีบล้างแผลด้วยสบู่ และน้ำสะอาดทันที และไปพบแพทย์โดยเร็ว ทั้งนี้ ประชาชนสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วนกรมควบคุมโรค 1422