ปิดฉากเศร้าศพสุดท้าย เหยื่อรถไฟชนรถเมล์แยกอโศก-ดินแดง ญาติรับร่างกลับบำเพ็ญกุศล เผยชีวิตโดดเดี่ยวไร้ครอบครัว ยันไม่หวังเงินเยียวย

93

ญาติผู้เสียชีวิตรายสุดท้ายจากเหตุรถไฟชนรถเมล์แยกอโศก-ดินแดง เดินทางรับร่างกลับประกอบพิธีทางศาสนา หลังตำรวจแกะรอยจากสตอรี่ไอจีของหนึ่งในผู้เสียชีวิต เชื่อมโยงเพื่อนสนิทจนตามหาญาติพบ ด้านญาติเปิดใจทั้งน้ำตา เผยผู้ตายใช้ชีวิตลำพัง ทำงานหนัก ไม่มีครอบครัว พร้อมยืนยันไม่ต้องการเงินเยียวยา ขอเพียงนำร่างกลับไปส่งครั้งสุดท้าย ขณะที่ ขสมก.-รฟท. พร้อมดูแลค่าใช้จ่ายและเยียวยาเต็มที่

บรรยากาศที่สถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ เต็มไปด้วยความโศกเศร้า หลังครอบครัวของนายเสริมลาภ ปิ่นทอง หรือ “เอ” อายุ 44 ปี ผู้เสียชีวิตรายที่ 8 และเป็นศพสุดท้ายจากเหตุโศกนาฏกรรมรถไฟชนรถเมล์ บริเวณแยกอโศก-ดินแดง เดินทางมาติดต่อรับร่างกลับไปประกอบพิธีทางศาสนา หลังจากก่อนหน้านี้ไม่มีญาติเดินทางมาแจ้งบุคคลสูญหายหรือแสดงตัวรับศพ
ตลอดหลายวันที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจพยายามเร่งติดตามเบาะแสเพื่อยืนยันตัวบุคคล กระทั่งสามารถแกะรอยจากภาพสตอรี่ในอินสตาแกรมของ “น้องโรส” หรือ น.ส.วิภารักษ์ เผ่าภูรี หนึ่งในผู้เสียชีวิตที่โพสต์ภาพก่อนเกิดเหตุ จนนำไปสู่การเชื่อมโยงข้อมูลกับเพื่อนสนิทของผู้ตาย ซึ่งโทรศัพท์แจ้งว่าผู้เสียชีวิตหายตัวไปจากที่ทำงานอย่างผิดปกติ

จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้ประสานไปยังนายไพรัช ปิ่นทอง ลูกพี่ลูกน้องฝ่ายพ่อของผู้เสียชีวิต ให้เข้าตรวจ DNA เพื่อพิสูจน์อัตลักษณ์ จนสามารถยืนยันตัวบุคคลได้สำเร็จ แม้ว่าทั้งสองจะไม่เคยพบหรือรู้จักกันมาก่อนก็ตาม

ด้านนางนันทวัลย์ นักรบ หรือ “นัน” อายุ 60 ปี ญาติฝ่ายแม่ของผู้เสียชีวิต ซึ่งเดินทางมาจากจังหวัดนนทบุรี พร้อมเครือญาติ เปิดเผยทั้งน้ำตาว่า ตนเป็นผู้เลี้ยงดูนายเสริมลาภมาตั้งแต่เด็ก เคยอยู่บ้านเดียวกัน ก่อนต่างคนต่างแยกย้ายไปใช้ชีวิต และไม่ได้พบหน้ากันมานานกว่า 30 ปี แม้จะไม่ได้ใกล้ชิดกันเหมือนเดิม แต่ยังคงติดต่อและช่วยเหลือกันอยู่เสมอ หากมีเรื่องสำคัญก็มักโทรศัพท์หากันเป็นประจำ พร้อมยอมรับว่าในวันที่เกิดเหตุ ตนเองยังนั่งดูข่าวอยู่โดยไม่รู้เลยว่า หนึ่งในผู้เสียชีวิตจะเป็นญาติของตัวเอง จนกระทั่งเพื่อนของผู้ตายและบริษัทที่ทำงานติดต่อมา จึงรีบเดินทางเข้ามาดำเนินเรื่องทันที

นางนันทวัลย์กล่าวด้วยความเศร้าว่า ผู้เสียชีวิตเป็นคนขยัน อดทน และใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยว เนื่องจากพ่อ แม่ และน้องสาวเสียชีวิตไปหมดแล้ว อีกทั้งไม่มีครอบครัวเป็นของตัวเอง ทำงานด้านประกันภัย ต้องเดินทางไปทำงานและกลับบ้านดึกแทบทุกวัน

“ชีวิตน้องโดดเดี่ยว บางครั้งก็ไม่ค่อยรับสาย จะได้คุยกันเฉพาะช่วงวันสำคัญ เขาเป็นคนเก่ง ขยัน นิสัยดี ไม่มีใครเหลือแล้ว บางครั้งเราไปหา ก็ต้องยืนรอหน้าบ้านมืดๆ เพราะเขายังไม่กลับ ชีวิตน่าสงสารมาก” ญาติกล่าว พร้อมยืนยันชัดเจนว่า ครอบครัวไม่ได้ต้องการเงินเยียวยาหรือทรัพย์สินใดๆ จากเหตุการณ์ครั้งนี้ แต่เพียงต้องการนำร่างกลับไปประกอบพิธีทางศาสนา และส่งผู้เสียชีวิตเป็นครั้งสุดท้ายอย่างสมเกียรติ

“เราไม่ได้หวังเงินทองอะไรเลย ต่อให้ไม่ได้สักบาทก็ไม่เป็นไร แค่อยากดูแลและส่งน้องครั้งสุดท้ายให้ดีที่สุด”
หลังจากนี้ ญาติจะนำร่างของนายเสริมลาภไปประกอบพิธีทางศาสนาที่วัดชมพูเวก อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี ซึ่งเป็นสถานที่บรรจุกระดูกของพ่อ แม่ และน้องสาวของผู้เสียชีวิต ส่วนห้องพักของผู้ตายนั้น ครอบครัวยังไม่ได้เข้าไปดำเนินการใดๆ และอยู่ระหว่างหารือกันภายในครอบครัว

ขณะที่นายธนกร สังข์แก้ว ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาบุคคล องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ หรือ ขสมก. ซึ่งเดินทางมาร่วมแสดงความเสียใจด้วย ระบุว่า ขสมก. พร้อมรับผิดชอบดูแลค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการรับศพ การจัดพิธีทางศาสนา รวมถึงอำนวยความสะดวกให้กับครอบครัวอย่างเต็มที่ และจะดำเนินการเยียวยาตามระเบียบที่เกี่ยวข้อง โดยญาติสามารถกำหนดขั้นตอนต่างๆ ได้ตามความประสงค์

ทั้งนี้ ขสมก. ได้เข้าไปดูแลครอบครัวผู้เสียชีวิตอีก 7 รายก่อนหน้านี้ครบทั้งหมดแล้ว พร้อมส่งเจ้าหน้าที่ช่วยเหลือและประสานงานเรื่องพิธีศพอย่างใกล้ชิด
ด้านนายประลองพล ธิวงศ์ บุคลากรและผู้บริหารการรถไฟแห่งประเทศไทย หรือ รฟท. กล่าวว่า ทาง รฟท. ขอแสดงความเสียใจต่อครอบครัวของผู้สูญเสีย และพร้อมรับผิดชอบในส่วนที่เกี่ยวข้องอย่างเต็มที่ต่อไปเช่นกัน