โลกออนไลน์ไร้เจ้าภาพ…กสทช.ปล่อยเพจนิรนามเติบโต จนข่าวปั่นกลายเป็นอาวุธทำลายองค์กร?
ในวันที่ประชาชนจำนวนไม่น้อยรับข่าวสารผ่านโลกออนไลน์มากกว่าสื่อกระแสหลัก คำถามใหญ่จึงไม่ใช่แค่ “ข่าวจริงหรือเท็จ” แต่คือ “ใครอยู่เบื้องหลังข่าวนั้น” เพราะปัจจุบันมีเพจจำนวนมหาศาลเกิดขึ้นโดยไร้ตัวตน ไม่มีการแสดงความรับผิดชอบ ไม่มีโครงสร้างองค์กร ไม่มีผู้บริหารให้ตรวจสอบ หากผิดพลาดก็ลบโพสต์แล้วหายไป ทิ้งไว้เพียงความเสียหายต่อบุคคลและสังคม
ปรากฏการณ์เพจนิรนามที่แพร่กระจายข่าว ปลุกกระแส และบางครั้งใช้ข้อมูลเพียงด้านเดียว สะท้อนช่องว่างการกำกับดูแลของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะ กสทช. ซึ่งถูกตั้งคำถามซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า ทำไมปล่อยให้พื้นที่ข่าวสารกลายเป็นสนามของข้อมูลบิดเบือน ข่าวเฟกนิวส์ และการโจมตีที่ไร้ความรับผิดชอบ
เมื่อหน่วยงานกำกับดูแลเงียบ ความเสียหายจึงไม่ได้หยุดแค่หน้าจอมือถือ แต่ลุกลามสู่ความเชื่อมั่นของสังคมและองค์กรรัฐและกรณีล่าสุดที่กำลังถูกจับตา…คือความเคลื่อนไหวของเพจชื่อดังอย่างที่ใช่ชื่อว่า “เพื่อนตำรวจ”
เพจดังกล่าว ซึ่งที่ผ่านมาเคยมีบทบาททั้งชื่นชมและวิพากษ์การทำงานของตำรวจในหลายประเด็น ได้เผยแพร่เนื้อหาตั้งข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการบริหารงานภายในโรงพยาบาลตำรวจ พร้อมพาดพิงถึงผู้บริหารระดับสูง โดยเฉพาะการทำงานของผู้รักษาราชการแทนแพทย์ใหญ่โรงพยาบาลตำรวจ จนนำไปสู่เสียงวิพากษ์วิจารณ์ในวงกว้าง
อย่างไรก็ตาม ข้อกล่าวหาเหล่านั้นเป็นข้อเท็จจริง หรือเป็นเพียงข้อมูลจากความขัดแย้งภายในองค์กร ยังคงเป็นคำถามที่ไม่มีคำตอบชัดเจน
จากการสอบถามบุคลากรหลายฝ่ายในโรงพยาบาลตำรวจ พบว่าหลายคนหลีกเลี่ยงการให้ความเห็นโดยตรง แต่ยอมรับตรงกันเพียงว่า เรื่องดังกล่าวเกี่ยวพันกับ “ความขัดแย้งภายใน” ที่คนในองค์กรรับรู้กันดี เพียงแต่ไม่ต้องการพูดถึง

บุคคลที่ถูกพาดพิงคือ พล.ต.ท.นพ.ไพบูลย์ เจียมนุกูลกิจ ผู้ปฏิบัติหน้าที่รักษาราชการแทนแพทย์ใหญ่โรงพยาบาลตำรวจ ซึ่งเข้ามาทำหน้าที่ท่ามกลางแรงกดดันและคดีเก่าที่เกี่ยวโยงกับประเด็นการรักษาตัวของอดีตนายกรัฐมนตรีที่ยังอยู่ระหว่างกระบวนการตรวจสอบ
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ “ใครถูกหรือผิด” แต่คือ…เหตุใดข้อร้องเรียนจึงไม่เดินผ่านกลไกราชการปกติ?
สำนักงานตำรวจแห่งชาติมีทั้งคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมข้าราชการตำรวจ (ก.พ.ค.ตร.)
มีองค์ประกอบและอำนาจหน้าที่ ตามพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2565 รวมถึงระบบตรวจสอบภายใน จเรตำรวจ และสายบังคับบัญชาหลายระดับ หากพบความไม่ชอบมาพากล เหตุใดจึงไม่ใช้ช่องทางเหล่านั้น แต่กลับเลือกส่งสัญญาณผ่านเพจออนไลน์ จนเรื่องภายในองค์กรกลายเป็นประเด็นสาธารณะ
เพราะถ้าข้อมูลเป็นจริง ผู้บังคับบัญชาต้องเร่งตรวจสอบและแก้ไขอย่างตรงไปตรงมา
แต่ถ้าเป็นข้อมูลบิดเบือน การใช้พื้นที่ออนไลน์โจมตีบุคคลหรือองค์กร ก็อาจเข้าข่ายทั้งความผิดด้านคอมพิวเตอร์และการหมิ่นประมาท รวมถึงอาจมีวัตถุประสงค์อื่นแอบแฝงที่ต้องถูกตรวจสอบเช่นกัน
สิ่งที่น่ากังวลที่สุดไม่ใช่เพียงชื่อเสียงของผู้บริหาร แต่คือ “ขวัญกำลังใจ” ของแพทย์ พยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์ทั้งระบบ
องค์กรใดก็ตาม เมื่อข่าวลือเดินเร็วกว่าข้อเท็จจริง เมื่อความเงียบของผู้มีอำนาจยาวนานกว่าคำชี้แจง ความเชื่อมั่นย่อมถดถอย และความแตกแยกย่อมเกิดขึ้น
วันนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ อาจจำเป็นต้องตอบคำถามสังคมอย่างชัดเจน มีปัญหาจริงหรือไม่? ใครอยู่เบื้องหลังการปล่อยข้อมูล?
ข้อกล่าวหาเป็นข้อเท็จจริง หรือเป็นเพียงศึกอำนาจภายในที่กำลังใช้โลกออนไลน์เป็นสนามรบ? เพราะทุกวันที่ความจริงยังไม่ถูกเปิดเผย คนเสียหายไม่ใช่เฉพาะผู้ถูกกล่าวหา แต่รวมถึงองค์กรทั้งหมด
ท้ายที่สุด บทพิสูจน์ไม่ได้อยู่ที่โพสต์ในเพจ หรือเสียงกระซิบในองค์กร แต่อยู่ที่กระบวนการตรวจสอบที่โปร่งใสและความกล้าหาญของผู้มีอำนาจในการเปิดความจริงต่อสาธารณะ
ดังพุทธภาษิตที่ว่า “กัมมุนา วัตตตี โลโก” — สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม
หากใครกระทำโดยสุจริต ความจริงย่อมปกป้อง แต่หากใช้ข้อมูลเป็นอาวุธ วันหนึ่งย่อมต้องเผชิญผลแห่งการกระทำนั้นเช่นกัน.
พฆัคน้อย ๑๐๙
อ้างอิง จาก : https://www.facebook.com/share/p/1bccwUZQhV/?mibextid=wwXIfr

