“ลลิดา” โต้ “ครม.เงา” ปมจีนเทา–นอมินี ย้ำรัฐบาลเดินหน้ากวาดล้างจริงก่อนฝ่ายค้านแถลง ชี้ข้อมูลอาชญากรรมไม่ควรเป็นเครื่องมือทางการเมือง

75

ทำเนียบรัฐบาล, วันที่ 25 พฤษภาคม – นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณี ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ และ ปิยรัฐ จงเทพ ในนาม “ครม.เงา” พรรคประชาชน ออกมาวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลในประเด็นอาชญากรรมข้ามชาติ กลุ่มจีนเทา และเครือข่ายนอมินี ว่า รัฐบาลรับฟังทุกข้อเสนอแนะด้านความมั่นคงด้วยความจริงจัง แต่ในหลายประเด็นอาจยังไม่สะท้อนข้อเท็จจริงและมาตรการเชิงรุกที่รัฐบาลได้ดำเนินการไปแล้วก่อนการแถลงของฝ่ายค้าน

รองโฆษกรัฐบาลยืนยันว่า รัฐบาลภายใต้การนำของ อนุทิน ชาญวีรกูล ไม่เคยปล่อยปละละเลยปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ แต่กลับเป็นรัฐบาลที่ยกระดับการกวาดล้างอย่างจริงจังต่อเนื่อง ทั้งเครือข่ายจีนเทา ขบวนการนอมินี การสวมสิทธิ์ และกลุ่มผู้มีอิทธิพลต่างชาติในหลายพื้นที่สำคัญของประเทศ “รัฐบาลนี้ไม่เคยซุกปัญหาไว้ใต้พรม ตรงกันข้าม หลายคดีที่สังคมรับรู้วันนี้เกิดจากการที่รัฐบาลยกระดับการตรวจสอบและขยายผลอย่างเข้มข้น จนเครือข่ายผิดกฎหมายไม่มีพื้นที่ยืน”

น.ส.ลลิดา กล่าวว่า ในกรณีคดีนายซุน หมิงเฉิน ที่จังหวัดชลบุรี แม้จุดเริ่มต้นจะมาจากอุบัติเหตุรถคว่ำ แต่รัฐบาลไม่ได้หยุดเพียงคดีจราจร นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติขยายผลเชิงลึกทันที จนนำไปสู่การจับกุมผู้เกี่ยวข้องเพิ่มเติมรวม 11 ราย ทั้งพลเรือนและอดีตนายทหารเรือ พร้อมตรวจสอบเส้นทางอาวุธสงคราม การถือครองบัตรสีชมพู และขบวนการนอมินีทั่วประเทศ ขณะเดียวกัน ในกรณีตำรวจอุ้มเรียกค่าไถ่ชาวจีนที่จังหวัดสระแก้ว รัฐบาลดำเนินการอย่างเด็ดขาด โดยตำรวจทั้ง 4 นายที่เกี่ยวข้องถูกสั่งให้ออกจากราชการทันที พร้อมดำเนินคดีอาญาอย่างเต็มที่ ไม่มีการปกป้องหรือช่วยเหลือกันภายในองค์กร

“นิ้วไหนร้ายต้องตัดทิ้ง รัฐบาลไม่มีนโยบายปกป้องคนผิด การดำเนินการอย่างตรงไปตรงมาในกรณีนี้ สะท้อนว่าระบบตรวจสอบภายในยังทำงานได้ และรัฐบาลพร้อมจัดการเจ้าหน้าที่รัฐที่กระทำผิดอย่างเด็ดขาด” รองโฆษกรัฐบาลกล่าว

สำหรับกรณีที่มีการกล่าวอ้างเรื่องการใช้มูลนิธิ โรงเรียน หรือการถือหุ้นนอมินีเพื่อซื้ออสังหาริมทรัพย์หรู รองโฆษกรัฐบาลชี้แจงว่า รัฐบาลได้ดำเนินมาตรการเชิงรุกมาก่อนหน้านี้แล้ว ทั้งการยกเลิกมาตรการฟรีวีซ่า 60 วัน สำหรับ 93 ประเทศ การตั้งคณะกรรมการทบทวนระบบวีซ่าทั้งระบบ รวมถึงการสั่งการให้กรมที่ดินตรวจสอบโครงสร้างผู้ถือหุ้นและเส้นทางการเงินของนิติบุคคลต้องสงสัยทั่วประเทศ

นอกจากนี้ กรมที่ดินยังได้ประสานการทำงานร่วมกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เพื่อขยายผลตรวจสอบเครือข่ายนอมินีอย่างเป็นระบบ พร้อมกำหนดให้สำนักงานที่ดินทั่วประเทศรายงานผลการตรวจสอบนิติบุคคลต้องสงสัยอย่างต่อเนื่องทุก 3 เดือน

น.ส.ลลิดากล่าวเพิ่มเติมว่า หากฝ่ายค้านมีข้อมูลเกี่ยวกับบริษัทนอมินีหรือเครือข่ายอาชญากรรมจริง รัฐบาลขอให้ส่งมอบข้อมูลดังกล่าวแก่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ DSI หรือ ปปง. โดยตรง เพื่อให้เกิดการดำเนินคดีอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ มากกว่าการนำมาเผยแพร่ผ่านสื่อก่อนจนเสี่ยงต่อการทำลายพยานหลักฐานหรือเปิดโอกาสให้ผู้กระทำผิดหลบหนี “ข้อมูลอาชญากรรมไม่ควรเป็นเครื่องมือทางการเมือง หากมีหลักฐานจริง รัฐบาลพร้อมดำเนินการอย่างเด็ดขาดทันที”

รองโฆษกรัฐบาลกล่าวว่า ปัญหานอมินีต่างชาติถือครองอสังหาริมทรัพย์และการสวมสิทธิ์ เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมานานหลายสิบปี แต่รัฐบาลชุดนี้เป็นรัฐบาลแรกที่ยกระดับการตรวจสอบไปถึงโครงสร้างผู้ถือหุ้นและเส้นทางการเงินอย่างจริงจังทั่วประเทศ ไม่ใช่เพียงการตรวจเอกสารตามรูปแบบ

“การตรวจสอบรัฐบาลเป็นหน้าที่ของฝ่ายค้าน และรัฐบาลพร้อมรับฟังทุกข้อเสนอแนะ แต่การสื่อสารต่อสาธารณะควรตั้งอยู่บนข้อเท็จจริงที่ครบถ้วน เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนต่อภาพรวมของประเทศและการทำงานของเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลัง ประเทศไทยเผชิญปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติมายาวนาน แต่รัฐบาลชุดนี้เลือกเผชิญหน้าและกวาดล้างอย่างจริงจัง ไม่ใช่เพิกเฉยหรือปล่อยให้ปัญหาฝังรากลึกต่อไป รัฐบาลยืนยันว่าจะเดินหน้าบังคับใช้กฎหมายอย่างตรงไปตรงมา และไม่ยอมให้ประเทศไทยกลายเป็นพื้นที่ปลอดภัยของกลุ่มอาชญากรรมข้ามชาติอย่างเด็ดขาด” รองโฆษกรัฐบาลกล่าว