โฆษก ตร.เผย คดีตำรวจอุ้มรีดทรัพย์ 5 ชาวจีน ล่าสุดโดนแล้ว 6 นาย เร่งขยายผลโยงขบวนการลักลอบข้ามแดนไทย-กัมพูชา ส่อเข้าข่าย “องค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ” พบมีทั้งคนไทย จีน และกัมพูชาร่วมขบวนการ เร่งแกะรอยเส้นเงิน-คริปโต ล่าผู้เกี่ยวข้องเพิ่ม

พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยความคืบหน้าคดีแก๊งตำรวจอุ้มรีดทรัพย์ชาวจีน 5 คน ว่า ภายหลังได้รับนโยบายจากผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และจเรตำรวจแห่งชาติ ให้ลงพื้นที่จังหวัดสระแก้ว เพื่อติดตามความคืบหน้าคดี รวมถึงการดำเนินการทางวินัยกับตำรวจที่เกี่ยวข้องกับการจับกุมชาวจีนแล้วมีการเรียกรับเงินแลกกับการปล่อยตัว ล่าสุดสามารถขยายผลไปได้อีกหลายส่วน จากการสืบสวนของตำรวจภูธรจังหวัดสระแก้ว พบข้อมูลสำคัญว่า อาจมีการออกหมายจับและแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมกับกลุ่มผู้ลักลอบนำพาชาวจีนจากประเทศกัมพูชาเข้ามาในประเทศไทย และลักลอบพาออกจากประเทศไทยกลับไปยังกัมพูชา โดยการกระทำดังกล่าวเข้าข่ายความผิดเกี่ยวกับร่วมกับองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ
พล.ต.ท.ไตรรงค์ ระบุว่า ผู้ที่เกี่ยวข้องมีทั้งคนไทย คนจีน และคนกัมพูชา โดยเฉพาะบางบุคคลฝั่งกัมพูชาที่จากการตรวจสอบพบว่าอาจมีอิทธิพลและมีบทบาทสำคัญอยู่ในพื้นที่ชายแดนกัมพูชา ซึ่งขณะนี้ได้สั่งการให้ชุดสืบสวนเร่งขยายผลเพิ่มเติมแล้ว
นอกจากนี้ แนวทางการสืบสวนยังพบความเชื่อมโยงชัดเจนว่า กลุ่มลักลอบนำพาคนเข้า-ออกประเทศไทยผิดกฎหมาย มีความเกี่ยวพันกับเครือข่ายแก๊งสแกมเมอร์ที่ตั้งฐานอยู่ในประเทศกัมพูชา โดยมีการแบ่งหน้าที่กันทำงานเป็นทอด ๆ ทั้งคนกัมพูชา คนจีนที่ทำหน้าที่เป็นตัวกลาง และคนไทยที่คอยรับตัวผู้ลักลอบข้ามแดนเข้ามาในประเทศไทย ตำรวจจึงอยู่ระหว่างพิจารณาดำเนินคดีในข้อหาร่วมกันเป็นส่วนหนึ่งขององค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ กับบุคคลที่เกี่ยวข้องทั้งหมด
ส่วนกรณีตำรวจที่เกี่ยวข้องกับการจับกุมชาวจีน แต่กลับไม่ดำเนินคดีตามกฎหมาย ทั้งที่ผู้ต้องหาชาวจีนมีความผิดฐานลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายตั้งแต่ต้นนั้น ขณะนี้มีการดำเนินคดีต่อเนื่อง โดยในวันแรกมีการจับกุมตำรวจ 4 นาย และพลเรือน 1 ราย ก่อนจะมีการขยายผลแจ้งข้อกล่าวหาตำรวจเพิ่มอีก 1 นาย และล่าสุดวานนี้มีการแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มอีก 1 นาย รวมตำรวจเกี่ยวข้องแล้ว 6 ราย ซึ่งจากข้อมูลการสืบสวนทางวินัย รวมถึงหลักฐานดิจิทัลที่ตรวจสอบได้ในขณะนี้ เชื่อว่ากลุ่มตำรวจที่เกี่ยวข้องกับการจับกุมและปล่อยตัวชาวจีนน่าจะครบทั้งหมดแล้ว
อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ยังคงเดินหน้าตรวจสอบพยานหลักฐานทางดิจิทัล ทั้งข้อมูลในโทรศัพท์มือถือ ภาพจากกล้องวงจรปิด รวมถึงเส้นทางการเงินในบัญชีธนาคารและธุรกรรมคริปโตเคอร์เรนซี เพื่อขยายผลว่ามีบุคคลอื่นเกี่ยวข้องเพิ่มเติมหรือไม่ เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ยืนยันว่า หลักฐานสำคัญจากโทรศัพท์มือถือและกล้องวงจรปิด ขณะนี้ถือว่ามีความครบถ้วนในระดับหนึ่ง และอยู่ระหว่างเชื่อมโยงเส้นทางการเงินเพื่อดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องเพิ่มเติมต่อไป

