หน้าแรกการเมือง"ณัฐวุฒิ" กระทุ้งรัฐบาลเร่งแก้กฎหมายให้สอดรับ "สมรสเท่าเทียม" หลังผ่าน 480 วันยังไม่เสร็จ

“ณัฐวุฒิ” กระทุ้งรัฐบาลเร่งแก้กฎหมายให้สอดรับ “สมรสเท่าเทียม” หลังผ่าน 480 วันยังไม่เสร็จ

วันที่ 24 พฤษภาคม 2569 นายณัฐวุฒิ บัวประทุม สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เรียกร้องรัฐบาลให้เร่งติดตามการทบทวนและแก้ไขกฎหมายเพื่อให้สอดรับกับพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หรือกฎหมายสมรสเท่าเทียม ซึ่งประกาศใช้ตั้งแต่ 23 มกราคม 2568 โดยระบุว่า ในกฎหมายสมรสเท่าเทียมมาตรา 68 ได้กำหนดให้หน่วยงานรัฐที่รับผิดชอบ ต้องประเมินผลสัมฤทธิ์และดำเนินการทบทวนกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อเสนอร่างแก้ไขต่อคณะรัฐมนตรีภายใน 180 วันนับแต่วันที่กฎหมายใช้บังคับ ซึ่งได้ครบกำหนดไปแล้วตั้งแต่วันที่ 19 กรกฎาคม 2568 จนถึงวันนี้เป็นเวลากว่า 480 วัน การแก้ไขกฎหมายเหล่านั้นก็ยังไม่แล้วเสร็จ

โดยเราสามารถจำแนกกฎหมายที่ต้องแก้ไขปรับปรุงได้เป็น 2 กลุ่มหลัก กลุ่มที่ 1 ประมาณ 70–80 ฉบับ เป็นกฎหมายที่แม้ยังไม่ได้มีการแก้ถ้อยคำให้ตรงกับความหมายของคู่สมรสตามกฎหมายใหม่ แต่กฎหมายสมรสเท่าเทียมได้เปิดช่องรับรองสิทธิของคู่สมรสเพศหลากหลายไว้โดยอัตโนมัติ เช่น สิทธิในการรับมรดก สิทธิในการรักษาพยาบาล แต่กลุ่มที่ 2 มีกฎหมายสำคัญ 3 ฉบับที่หากรัฐบาลไม่เร่งแก้ไข จะกระทบอย่างมากต่อสิทธิและหน้าที่ของคู่สมรสผู้มีความหลากหลายทางเพศ ประกอบด้วย

(1) ประมวลรัษฎากร ในส่วนที่เกี่ยวกับหน้าที่และสิทธิทางภาษีต่อบุตรหรือบุตรบุญธรรม (2) พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ 2558 หรือ พ.ร.บ.อุ้มบุญฯ ซึ่งปัจจุบันจำกัดสิทธิไว้เฉพาะคู่สมรสชาย-หญิงที่หญิงนั้นไม่อาจตั้งครรภ์เองได้เท่านั้น หากไม่แก้ไข คู่สมรสชาย-ชาย หรือหญิง-หญิง จะไม่สามารถใช้สิทธิในการอุ้มบุญอย่างถูกกฎหมายได้ (3) พ.ร.บ.สัญชาติ 2508 ที่ปัจจุบันกำหนดเงื่อนไขการขอสัญชาติไทยไว้ต่างกัน โดยเปิดให้กรณี “หญิงต่างชาติที่สมรสกับผู้มีสัญชาติไทย” ยื่นขอสัญชาติได้ง่ายกว่า แต่กรณีนี้คิดเป็นเพียง 1 ใน 5 ของรูปแบบการสมรสของผู้มีสัญชาติไทยกับบุคคลต่างชาติทั้งหมด ส่งผลให้รูปแบบการสมรสอื่น ๆ ซึ่งรวมถึงการสมรสของผู้มีความหลากหลายทางเพศ ต้องใช้เกณฑ์การแปลงสัญชาติที่ยากกว่าอย่างไม่เป็นธรรม

นายณัฐวุฒิ กล่าวต่อว่า สำหรับกฎหมายอุ้มบุญนั้น ที่ผ่านมาหน่วยงานรัฐที่รับผิดชอบคือกระทรวงสาธารณสุข มีข้อกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงและช่องโหว่ที่อาจนำไปสู่การค้ามนุษย์ ขณะที่ พ.ร.บ.สัญชาติ ทางกระทรวงมหาดไทยก็กังวลว่าอาจกลายเป็นช่องทางให้บุคคลบางกลุ่มใช้การสมรสบังหน้าเพื่อแปลงสัญชาติ อย่างไรก็ตาม ตนมองว่าประเด็นเหล่านี้สามารถออกแบบกลไกและแนวทางป้องกันได้ และยังคงจำเป็นต้องแก้ไขกฎหมายเพื่อคุ้มครองไม่ให้บุคคลใดต้องเสียสิทธิ

นอกจากนี้ ในสภาผู้แทนราษฎรชุดที่แล้ว ตนอยู่ในคณะกรรมาธิการกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ กลุ่มชาติพันธุ์ และผู้มีความหลากหลายทางเพศ ได้เชิญกระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงมหาดไทย มาชี้แจงความคืบหน้าการทบทวนและแก้ไขกฎหมาย แต่ทั้งสองหน่วยงานบอกเพียงว่าอยู่ในขั้นตอนยกร่างและเปิดรับฟังความคิดเห็น แล้วหลังจากนั้นก็เงียบหายไป

นายณัฐวุฒิ กล่าวต่อไปว่า ในการหาเสียงเลือกตั้งที่ผ่านมา พรรคประชาชนได้ประกาศว่าจะเดินหน้าแก้ไขกฎหมายทั้ง 3 ฉบับดังกล่าว พร้อมรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องอย่างถี่ถ้วนรอบด้าน โดยในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรที่ผ่านมา ตนได้อภิปรายเพื่อย้ำเตือนว่า Pride Month ที่กำลังจะมาถึงในเดือนมิถุนายน ไม่ควรถูกทำให้เป็นเพียงอีเวนต์ประจำปีของรัฐบาล แต่รัฐบาลต้องใส่ใจในเนื้อหาสาระและการรับรองสิทธิทางกฎหมายของผู้มีความหลากหลายทางเพศ เพราะเรื่องนี้ต่างหากที่จะสะท้อนเจตจำนงของรัฐบาลว่ามีความจริงจังต่อการสร้างความเท่าเทียมทางเพศในสังคมมากน้อยแค่ไหน

ในสภาผู้แทนราษฎรชุดปัจจุบัน ตนในฐานะกรรมาธิการของ กมธ.กิจการเด็กฯ ได้มีการหารือเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เพื่อจะได้เชิญหน่วยงานที่รับผิดชอบเข้ามาชี้แจงและเร่งรัดความคืบหน้าของการทบทวนและแก้ไขกฎหมายต่อไป โดยไม่ว่ารัฐบาลจะดำเนินการอย่างไรต่อจากนี้ พรรคประชาชนจะเดินหน้ายกร่างกฎหมายทั้ง 3 ฉบับดังกล่าว เสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรในอนาคตอันใกล้ เพื่อให้ผู้มีความหลากหลายทางเพศและทุกคนได้เข้าถึงสิทธิที่เท่าเทียมกันอย่างแทัจริง

RELATED ARTICLES
- Advertisment -spot_img
- Advertisment -spot_img
- Advertisment -spot_img