เลขาฯ ป.ป.ส. ลงพื้นที่ภาค 7 เดินหน้าปราบยาและบำบัดยาเสพติดฟื้นฟูพลังใจ คืนผู้เสพสู่สังคม

200

เลขาธิการ ป.ป.ส. ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและกำกับติดตามการดำเนินงานด้านการป้องกัน ปราบปรามและแก้ไขปัญหายาเสพติด สำนักงาน ปปส.ภาค 7 จังหวัดสมุทรสาคร และให้กำลังผู้เข้ารับการบำบัดยาเสพติด โครงการฟื้นฟูพลังใจ อ้อมกอดแห่งสายใยของชุมชน ณ วัดสามพราน อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม

เมื่อวันศุกร์ที่ 22 พฤษภาคม 2569 พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล เลขาธิการ ป.ป.ส. เดินทางตรวจเยี่ยมและกำกับติดตามผลการดำเนินงานด้านการป้องกัน ปราบปราม และแก้ไขปัญหายาเสพติด ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ณ ห้องประชุม War Room ชั้น 2 สำนักงาน ปปส. ภาค 7 จังหวัดสมุทรสาคร โดยมีนายทิพเมษฐ์ สังขวรรณะ ผู้อำนวยการสำนักงาน ปปส.ภาค 7 ผู้อำนวยการส่วน ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ ปปส.ภาค 7 ให้การต้อนรับและเข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง ในการประชุมครั้งนี้ ส่วนงานได้นำเสนอผลการขับเคลื่อนงานในแต่ละมาตรการ พร้อมทั้งสะท้อนปัญหา อุปสรรค แนวทางแก้ไข และข้อเสนอแนะในการปฏิบัติงาน ประกอบด้วย ภาพรวมการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการและงบประมาณในพื้นที่ ปปส.ภาค 7 รายงานสถานการณ์แนวโน้มปัญหายาเสพติด และการจัดการข้อมูลข่าวสารเพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงาน ผลการปราบปราม จับกุมเครือข่ายผู้ค้า และการประสานงานร่วมกับหน่วยงานภาคีในพื้นที่ การยึดอายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด และการดำเนินงานด้านการป้องกันและบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติด


โอกาสนี้ เลขาธิการ ป.ป.ส เน้นย้ำแนวทางการปฏิบัติงานแก่เจ้าหน้าที่ ปปส.ภาค 7 ดังนี้

  1. การขับเคลื่อนงานผ่านกลไกจังหวัดและการบริหารเชิงนโยบาย ให้ขับเคลื่อนงานยาเสพติดผ่านกลไก ศอ.ปส.จ. และ ศอ.ปส.อ. อย่างจริงจัง โดยใช้เป็นศูนย์กลางบูรณาการแก้ไขปัญหาในพื้นที่ เน้นประชุมติดตามงานทุกระดับอย่างต่อเนื่อง เพื่อสะท้อนปัญหา อุปสรรค และข้อเท็จจริงจากพื้นที่ โดยผู้ว่าราชการจังหวัดมีบทบาทนำในการกำกับติดตามและขับเคลื่อนงานด้วยตนเอง สำนักงาน ป.ป.ส. ต้องรายงานข้อมูลตามข้อเท็จจริง ไม่เน้นตัวเลขผลงาน และกล้าสะท้อนปัญหาเชิงนโยบายต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
  2. การบังคับใช้กฎหมายและการจัดการผู้เสพ ให้ดำเนินงานตามเจตนารมณ์ของประมวลกฎหมายยาเสพติด โดยแยก “ผู้เสพทั่วไป” ออกจาก “ผู้เสพที่เป็นภัยต่อสังคม”เพิ่มความเข้มข้นในการติดตามผู้เสพที่มีพฤติกรรมรุนแรง กระทำผิดซ้ำ หรือมีอาการจิตเวช ควบคู่มาตรการทางกฎหมายและการบำบัด ใช้ดุลพินิจตามกฎหมายอย่างเหมาะสม โดยพิจารณาพฤติกรรม ความตั้งใจในการบำบัด และผลกระทบต่อสังคม และจัดทำข้อมูลพฤติการณ์และรายงานประกอบ เพื่อใช้สนับสนุนการพิจารณาของศาลและกำหนดมาตรการที่เหมาะสม
  3. การป้องกันและพัฒนาเด็ก–เยาวชน เร่งขับเคลื่อนงานป้องกันยาเสพติด โดยลดผู้เสพหน้าใหม่ในเด็กและเยาวชนผลักดันการพัฒนา EF (Executive Functions) ในเด็กปฐมวัย ผ่านโรงเรียน ครอบครัว และระบบสาธารณสุข ส่งเสริมการสื่อสารและสร้างความรู้เรื่อง EF ให้ประชาชนเข้าถึงและนำไปใช้ได้จริง
  4. การข่าว เทคโนโลยี และสถานการณ์ชายแดน พัฒนางานข่าวและการใช้เทคโนโลยีสืบสวน เร่งสร้างและพัฒนาแหล่งข่าวในพื้นที่
  5. การสร้างเครือข่ายชุมชนและการบำบัดฟื้นฟู ส่งเสริมเครือข่ายภาคประชาชน ผู้นำชุมชน และกองทุนแม่ของแผ่นดิน ให้มีบทบาทในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด สนับสนุนและขยายผล Best Practice/โมเดลชุมชนบำบัดที่ประสบความสำเร็จ โดยปรับใช้ตามบริบทพื้นที่เน้นการบำบัดฟื้นฟูควบคู่การพัฒนาอาชีพ คุณภาพชีวิต และสวัสดิการชุมชน เพื่อป้องกันการกลับไปเสพซ้ำ
  6. ให้ความสำคัญกับสายด่วน 1386 เพื่อรับรู้ “ปัญหาจริง” จากพื้นที่และประชาชนโดยตรง ใข้ข้อมูลจาก 1386 เป็นฐานในการวิเคราะห์สถานการณ์ และปรับมาตรการทั้งด้านป้องกัน ปราบปราม และบำบัดรักษา กำชับให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย โดยเฉพาะการคัดแยก “ผู้เสพทั่วไป” ออกจาก “ผู้เสพที่เป็นภัยต่อสังคม” หน่วยงานในพื้นที่ทำหน้าที่เป็น “ผู้จัดการเคส (Case Manager)” ติดตามและผลักดันให้การดำเนินงานเป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย เน้นติดตามกรณีผู้เสพที่มีพฤติกรรมรุนแรง ก่อความเดือดร้อน หรือมีอาการจิตเวช โดยไม่ใช้แนวทางเดียวกับผู้เสพทั่วไปให้นำกรณีตัวอย่างและ Best Practice จากพื้นที่ที่ดำเนินการได้ผล มาปรับใช้ในการบริหารจัดการเรื่องร้องเรียนและแก้ปัญหาในชุมชน
  7. ให้ศึกษา Best Practice หรือบทเรียนจากพื้นที่/หน่วยงานอื่น เพื่อนำมาปรับใช้และขยายผลให้เหมาะสมกับบริบทพื้นที่ของตน เน้นการเปิดมุมมองและแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน สนับสนุนการนำรูปแบบที่ประสบผลสำเร็จ เช่น ชุมชนบำบัด การมีส่วนร่วมของประชาชน และการบริหารจัดการพื้นที่ มาพัฒนาต่อยอดในพื้นที่รับผิดชอบ
  8. ให้เรียนรู้และพัฒนางานอย่างต่อเนื่อง มีการปรับเปลี่ยนเพื่อเพิ่มประสบการณ์ความรอบรู้ และสร้างความก้าวหน้าเพื่อพัฒนาองค์กรและเสริมศักยภาพบุคลากร ตลอดจนให้ติดตามทิศทางองค์กรข้อมูลข่าวสารของ ป.ป.ส. อย่างต่อเนื่องเพื่อให้การสื่อสารและการปฏิบัติงานเป็นไปในทิศทางเดียวกัน และเน้นย้ำให้เจ้าหน้าที่ ป.ป.ส. ปฏิบัติงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต กล้ายืนบนข้อเท็จจริงและยึดประโยชน์ส่วนรวมเป็นสำคัญ

จากนั้นพ.ต.ต. สุริยา สิงหกมล เลขาธิการ ป.ป.ส. พร้อมด้วยนายทิพเมษฐ์ สังขวรรณะ ผอ.ปปส ภาค 7 และคณะลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม ผู้เข้ารับการบำบัดยาเสพติด โครงการฟื้นฟูพลังใจ อ้อมกอดแห่งสายใยของชุมชน ในการฝึกอาชีพจำนวน 5 ฐานอาชีพ (ฐานช่างไฟ ฐานช่างแอร์ ฐานอาหาร ฐานช่างตัดผม ฐานช่างเชื่อม) พร้อมกับเข้าร่วมประชุมรับฟังผลการดำเนินงาน ปัญหา/อุปสรรค และข้อเสนอแนะ “โครงการฟื้นฟูพลังใจ อ้อมกอดแห่งสายใยของชุมชน จังหวัดนครปฐม” ร่วมกับ หน่วยงานภาคีที่เกี่ยวข้อง ณ วัดสามพราน อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม โดยมี นายอรรถวุฒิ พึ่งเนียม รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม นายแพทย์วิโรจน์ รัตนอมรสกุล นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดนครปฐม พันตำรวจเอกพัฒพงศ์ คนแรง ผู้แทนผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครปฐม นายภัทรนนท์ เชยจิตร ป้องกันจังหวัดนครปฐม และผู้แทนส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ให้การต้อนรับ

โครงการฟื้นฟูพลังใจ อ้อมกอดแห่งสายใยของชุมชน เกิดจากความตั้งใจของ สำนักงาน ป.ป.ส. กระทรวงยุติธรรมที่ต้องการลดความเดือดร้อนของประชาชนในการดูแลผู้เสพ ผู้ติด เพื่อคืนคนคุณภาพกลับสู่สังคม จึงได้จัดสรรงบประมาณ ผ่านศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดจังหวัดนครปฐม และการบูรณาการกับโรงเรียนการบินกำแพงแสน อำเภอกำแพงแสน และวัดสามพราน อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 20 เมษายน ถึงวันที่ 18 มิถุนายน 2569 ระยะเวลา 60 วัน เพื่อให้ผู้เสพ/ผู้ติดยาเสพติดในพื้นที่ สามารถเข้าถึงการบำบัดรักษาและการฟื้นฟูสภาพทางสังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ได้รับการบริการการบำบัดรักษาและบริการสาธารณสุข ลดภาระของครอบครัว ส่งเสริมทักษะชีวิต ฝึกอาชีพ ฝึกการดูแลตนเองและคุณภาพชีวิตให้สามารถกลับคืนสู่ครอบครัวและชุมชนได้อย่างเหมาะสม ไม่สร้างผลกระทบต่อสังคม พร้อมทั้งพัฒนาระบบการดำเนินงานของศูนย์ฟื้นฟูสภาพทางสังคมให้มีมาตรฐานและตอบสนองต่อการสงเคราะห์ ช่วยเหลือผู้เสพ/ผู้ผ่านการบำบัดรักษาได้อย่างครบวงจร โดยมีผู้เข้ารับการฟื้นฟูสภาพทางสังคม จากพื้นที่ ปปส.ภาค 7 จำนวน 82 ราย



ระหว่างการเข้ารับการฟื้นฟูสภาพทางสังคม ได้มีการให้ความรู้ การเยี่ยมเยียน และสอบถามติดตามผล พบว่ามีการขอความช่วยเหลือด้านทักษะอาชีพ การมีงานทำทุนประกอบอาชีพ ซึ่งมีหลายหน่วยงานที่พร้อมให้การสนับสนุน อีกทั้งเมื่อสิ้นสุดโครงการ ยังมีการติดตาม ดูแล ช่วยเหลือ ผ่านเครือข่ายกองทุนแม่ของแผ่นดิน และภาคเอกชน

เลขาธิการ ป.ป.ส. กล่าวว่า การมาเยี่ยมเยียนในครั้งนี้ เพื่อให้กำลังใจแก่ผู้เข้าร่วมโครงการฟื้นฟูพลังใจ อ้อมกอดแห่งสายใยของชุมชน และผู้ปฏิบัติงานทุกท่าน เพื่อรับทราบปัญหา อุปสรรค ในการดำเนินงานจากผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำไปปรับปรุงให้เกิดประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ซึ่งการแก้ไขปัญหายาเสพติดจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับกระบวนการฟื้นฟูควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมาย โดยเฉพาะการมีส่วนร่วมของครอบครัวและชุมชน ซึ่งถือเป็นพลังสำคัญในการช่วยดูแล สนับสนุน และสร้างโอกาสให้ผู้ผ่านการบำบัดสามารถกลับมาใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างมั่นคงและไม่หวนกลับไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติดอีก และได้ให้กำลังใจผู้เข้ารับการฟื้นฟู พร้อมทั้งเน้นยำ้ให้ทุกคนมีความมั่นใจที่จะเลิกยาเสพติดอย่างเด็ดขาด เพราะการบังคับใช้กฎหมาย หรือการชักชวนโดยผู้อื่น จะไม่มีผลเท่ากับการตัดสินใจของทุกคนเอง ดังนั้นจึงขอให้โครงการนี่เป็นจุดเริ่มต้นของการเลิกยาเสพติด กลับมาทบทวนและวางแผนให้เดินหน้าในทางที่ถูกต้อง และเป็นประโยชน์ต่อตนเอง และสังคมรอบข้าง

ทั้งนี้ เลขาธิการ ป.ป.ส. กล่าวให้ข้อแนะนำกับเจ้าหน้าที่ดูแลค่าย ในการดูแลผู้เสพ/ผู้ติด ให้ดำเนินการตามเจตนารมณ์ในการดูแลผู้เสพ/ผู้ติดยาเสพติด ตามประมวลกฎหมายยาเสพติด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการดูแลผู้เสพ/ผู้ติดยาเสพติดในชุมชน ตามกระบวนการชุมชนบำบัด (CBTx) โดยการนำผู้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วม รวมถึงให้สนับสนุนหมู่บ้านกองทุนแม่ของแผ่นดินภายใต้โครงการ 128 กองทุนแม่ของแผ่นดิน สืบสานพระราชปณิธานสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพื่อการแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างยั่งยืน ดำเนินการดูแลผู้เสพ/ผู้ติดยาเสพติด ตามกระบวนการชุมชนบำบัด (CBTx)

โดย เลขาธิการ ป.ป.ส. ได้มีข้อแนะนำให้นำประเด็นปัญหาและแนวทางแก้ไขเสนอผู้ว่าราชการในที่ประชุมคณะคณะกรรมการศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดจังหวัดนครปฐมในปลายเดือนนี้ ให้คณะทำงานจัดประชุมวงเล็ก (ระหว่างดำเนินงาน และเสร็จโครงการ) เพื่อถอดบทเรียนเชิงลึกของการดำเนินโครงการนี้และที่ควรปรับปรุงให้เกิดในครั้งต่อ ๆ ไป และเน้นย้ำให้ ปปส ภ.7 เข้าประสานการปฏิบัติอย่างต่อเนื่องใกล้ชิด เพื่อร่วมดำเนินการสนับสนุนและถอดบทเรียนการขับเคลื่อนงานเพื่อใช้ประโยชน์ในห้วงต่อไป