ภายหลังการเปิดตัวทีมชิงผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครอย่างเป็นทางการในช่วงเช้าวันเดียวกัน มงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ หรือ “เต้ มงคลกิตติ์” ได้นำทีม “กรุงเทพบินได้” ลงพื้นที่พบปะนักเรียนและบุคลากรทางการศึกษา ภายใน โรงเรียนวัดราชโอรส ระหว่างเวลา 15.00-16.00 น. วันที่ 21 พฤษภาคม 2569 พร้อมด้วย ภาสพงศ์ ไชยวิริญะวาณิชย์ ว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. และ ภคอร จันทรคณา ว่าที่รองผู้ว่าฯ ฝ่ายการศึกษา
บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก มีนักเรียนจำนวนมากเข้าขอถ่ายภาพ เซลฟี่ และลายเซ็นกับ “เต้ มงคลกิตติ์” อย่างใกล้ชิด ท่ามกลางความสนใจของเยาวชนในโรงเรียน โดยทีมกรุงเทพบินได้ระบุว่า ต้องการลงพื้นที่เพื่อรับฟังปัญหาจากเยาวชนโดยตรง และนำไปพัฒนาเป็นนโยบายด้านการศึกษาและสังคมของกรุงเทพมหานคร
ด้านนายภาสพงศ์ กล่าวว่า ระหว่างการพูดคุยกับนักเรียน พบว่ามีเยาวชนจำนวนหนึ่งกำลังเผชิญปัญหาสุขภาพจิต ความรุนแรงในครอบครัว และการถูกล่วงละเมิดทางเพศ ซึ่งเป็นปัญหาที่หลายครอบครัวไม่กล้าเปิดเผย พร้อมยกตัวอย่างกรณีนักเรียนรายหนึ่งที่ทำร้ายตัวเองด้วยการกรีดแขนทั้งสองข้าง รวมถึงมีนักเรียนบางรายเปิดเผยว่าเคยถูกข่มขืนมาก่อน
นายภาสพงศ์ ระบุว่า ปัญหาเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า ยังมีเรื่องด้านสังคมและสุขภาพจิตที่ถูกมองข้าม จึงมีแนวคิดจัดตั้ง “ศูนย์ฮอตไลน์” หรือสายด่วนรับฟังปัญหาเยาวชน เพื่อเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้นักเรียนสามารถขอคำปรึกษาและเข้าถึงการช่วยเหลือได้รวดเร็วขึ้น รวมถึงลดปัญหาซึมเศร้าและความรุนแรงในสังคม
ขณะที่ มงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ กล่าวว่า หลังการเปิดตัวทีมบริหารกรุงเทพบินได้อย่างเป็นทางการ ขณะนี้มีทั้งว่าที่ผู้ว่าฯ รองผู้ว่าฯ และทีมที่ปรึกษาพร้อมทำงาน โดยยืนยันว่าต้องการเข้ามาแก้ปัญหากรุงเทพมหานครในหลายมิติ ทั้งปัญหาสังคม สิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และการคอร์รัปชัน
สำหรับนโยบายสำคัญที่เตรียมผลักดัน ได้แก่ การจัดตั้งสายด่วนช่วยเหลือผู้ประสบปัญหาความรุนแรงในครอบครัวและการล่วงละเมิดทางเพศ โดยต้องการให้ผู้เสียหายสามารถเปิดเผยปัญหาได้โดยไม่กระทบต่ออนาคตหรือชื่อเสียงของครอบครัว
นอกจากนี้ ยังประกาศเดินหน้าแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 ลดปัญหาน้ำเสียในคลองต่าง ๆ ของกรุงเทพมหานคร โดยเฉพาะคลองแสนแสบและคลองสายหลัก พร้อมยกระดับคุณภาพสิ่งแวดล้อมด้วยแนวทางทางวิทยาศาสตร์ เพื่อให้กรุงเทพฯ กลายเป็นเมืองอากาศดี น้ำสะอาด และประชาชนมีสุขภาพแข็งแรง
ในประเด็นการคอร์รัปชัน “เต้ มงคลกิตติ์” ระบุว่า ปัญหาการทุจริตเกิดขึ้นทั้งในหน่วยงานรัฐและท้องถิ่น พร้อมตั้งเป้าลดการคอร์รัปชันใน กทม. ลงอย่างน้อย 30% ผ่านการปฏิรูประบบการทำงานและตรวจสอบการใช้งบประมาณอย่างเข้มงวด
ส่วนประเด็นระบบรางและอุบัติเหตุรถไฟ เต้เสนอว่า ไม่ควรห้ามรถไฟเข้าพื้นที่ชั้นในของกรุงเทพฯ แต่ควรปรับปรุงระบบไม้กั้นอัตโนมัติและมาตรการความปลอดภัยให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงศึกษาแนวทางการก่อสร้างอุโมงค์ลอดในระยะยาว
อีกหนึ่งนโยบายที่ถูกพูดถึงคือแผนรับมือภัยพิบัติและแผ่นดินไหว โดยเสนอให้อาคารสูงเกิน 20 ชั้น มีอุปกรณ์โดดร่มฉุกเฉินหรือ “เบสจัมป์” สำหรับเอาตัวรอดกรณีตึกถล่มจากแผ่นดินไหว ส่วนผู้ที่อยู่ระหว่างชั้น 5-19 เสนอแนวคิดใช้ “สไลเดอร์รูหนอน” สำหรับอพยพหนีภัย พร้อมระบุว่าต้องมีการฝึกซ้อมและประเมินทิศทางการเอียงของอาคารก่อนใช้งาน ขณะที่ผู้ที่อยู่ชั้นล่างให้เร่งอพยพออกจากอาคารทันที
ด้านนโยบายเศรษฐกิจและปากท้อง เต้ระบุว่า จะสนับสนุนผู้ค้าหาบเร่แผงลอย คนขับแท็กซี่ วินจักรยานยนต์ และตุ๊กตุ๊ก โดยเสนอให้ กทม. ค้ำประกันเงินทุนวงเงินประมาณ 50,000 บาทต่อราย เพื่อช่วยสร้างสภาพคล่องและกระตุ้นเศรษฐกิจระดับชุมชน
นอกจากนี้ ยังมีแนวคิดช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนนในกรุงเทพฯ รวมถึงผลักดันโครงการด้านพลังงานและน้ำสะอาดในอนาคต โดยตั้งเป้าพัฒนาเมืองให้ใกล้เคียงโมเดลประเทศพัฒนาแล้ว เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และสวิตเซอร์แลนด์
ส่วน ภคอร จันทรคณา กล่าวถึงปัญหาแท็บเล็ตการศึกษาของนักเรียน กทม. ว่า มีนักเรียนสะท้อนว่าค่าใช้จ่ายในการซ่อมอุปกรณ์มีราคาสูงมากจนเกือบเท่าซื้อใหม่ จึงเสนอให้มีการยกระดับมาตรฐานอุปกรณ์ รวมถึงจัดงบประมาณสำหรับซ่อมบำรุงอย่างเหมาะสม เพื่อให้เด็กนักเรียนเข้าถึงเทคโนโลยีการศึกษาได้อย่างมีคุณภาพ
ทั้งนี้ ทีมกรุงเทพบินได้เปิดเผยว่า ในวันที่ 22 พฤษภาคม จะเดินหน้าลงพื้นที่พบปะนักเรียนในย่านรามคำแหงและโรงเรียนสตรีวิทยา 2 ต่อไป เพื่อรับฟังปัญหาและนำข้อมูลมาพัฒนาเป็นนโยบายสำหรับการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ครั้งหน้า

