หน้าแรกกระบวนการยุติธรรม“สมชัย” นำทีม แจ้งความกลับ กกต. 10 คน ใน 3 ข้อหา แจ้งความเท็จ-หมิ่นประมาท-ม.157 ยืนยันเป็นการถูกแจ้งความปิดปาก กรณีไปสังเกตการเลือกตั้ง

“สมชัย” นำทีม แจ้งความกลับ กกต. 10 คน ใน 3 ข้อหา แจ้งความเท็จ-หมิ่นประมาท-ม.157 ยืนยันเป็นการถูกแจ้งความปิดปาก กรณีไปสังเกตการเลือกตั้ง

จากกรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง ได้เข้าแจ้งความดำเนินคดีกับประชาชน 6 คน โดยกล่าวหาว่าประชาชนกลุ่มดังกล่าวมีพฤติกรรมเข้าข่ายขัดขวางการทำงานของเจ้าหน้าที่ มีการถ่ายภาพ คลิปจนทำให้การลงคะแนนขาดความลับ และฝ่าฝืนข้อห้ามจนกระทบต่อการทำงาน ในการเลือกตั้งใหม่เขตคันนายาว โดยได้มีการมาแจ้งความดำเนินคดีที่กองบังคับการปราบปราม ในความผิดทางอาญา เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา

วันที่ 20 พฤษภาคม 2569 ที่หน้าอาคารประชาอารักษ์ กองบังคับการปราบปราม บช.ก. นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง, นายธรรมธีร์ สุกโชติรัตน์ ผู้อำนวยการดีโหวต มหาวิทยาลัยศรีปทุม และนายชัยพนธ์ ชวาลวณิชชัย หรือ “ครูชัย” เจ้าของแฟนเพจ M.I.B Marketing In Black เดินทางเข้าแจ้งความกลับต่อ กกต. รวม 10 คน โดยในจำนวนนี้มีเลขาธิการ กกต., รองเลขาธิการ กกต. ฝ่ายสืบสวนสอบสวน และผู้อำนวยการการเลือกตั้ง รวมอยู่ด้วย ใน 3 ข้อหา ได้แก่ 1.แจ้งความเท็จ 2.หมิ่นประมาท และ 3.ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามมาตรา 157

สืบเนื่องจากก่อนหน้านี้มีการแจ้งความดำเนินคดีกับประชาชนจำนวน 6 คน โดยข้อกล่าวหาที่แจ้งมีความรุนแรง เช่น ข้อหาอั้งยี่ซ่องโจร ซึ่งถูกมองว่าเป็นการกล่าวหาว่ากลุ่มบุคคลดังกล่าวจะสร้างความวุ่นวายให้บ้านเมือง รวมถึงข้อกล่าวหาว่าเป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศ ทั้งหมดถูกมองว่าเป็นข้อความอันเป็นเท็จ

นายสมชัย ยืนยันว่า ในวันเกิดเหตุเป็นเพียงผู้สังเกตการณ์ ไม่ได้เข้าไปขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตามที่ถูกกล่าวอ้าง พร้อมยืนยันว่ากลุ่มประชาชนทั้ง 7 คน ไม่ได้รู้จักกันเป็นการส่วนตัว ไม่มีการนัดหมายรวมตัวกัน ต่างคนต่างมา และไม่ใช่ขบวนการตามที่ถูกกล่าวหา

ส่วนกรณีการแจ้งข้อหาหมิ่นประมาท นายสมชัย ระบุว่า สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ ภายหลังคณะทำงานของ กกต. เข้าแจ้งความที่กองบังคับการปราบปราม และให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน ต่อมาปรากฏรายชื่อประชาชนที่ถูกแจ้งความเผยแพร่ผ่านสื่อต่าง ๆ ซึ่งบุคคลที่มีรายชื่อหลายคนเป็นผู้มีชื่อเสียง จึงมองว่าการถูกแจ้งข้อกล่าวหาในลักษณะรุนแรง ส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงและภาพลักษณ์ ทำให้ได้รับความเสียหาย

นายสมชัย ระบุว่า ในส่วนของข้อหาหมิ่นประมาท จะดำเนินคดีอาญาก่อน ส่วนการฟ้องร้องทางแพ่งยังอยู่ระหว่างการหารือกับทีมกฎหมาย นอกจากนี้ หลังพบว่ารายชื่อผู้ถูกแจ้งความหลุดสู่สาธารณะ ตนได้เข้าพบพนักงานสอบสวนเมื่อวันที่ 12 มีนาคม เพื่อสอบถามถึงที่มาของข้อมูล โดยตำรวจยืนยันว่ารายชื่อดังกล่าวไม่ได้หลุดออกมาจากทางตำรวจ จึงเชื่อว่าข้อมูลน่าจะหลุดมาจากทาง กกต.

ในส่วนของข้อกล่าวหาความผิดตามมาตรา 157 นายสมชัยมองว่า การดำเนินการดังกล่าวเข้าข่ายเป็นการกลั่นแกล้งประชาชน และเป็นการแจ้งข้อกล่าวหาเกินกว่าข้อเท็จจริง โดยอ้างอิงตาม พ.ร.บ.คณะกรรมการการเลือกตั้ง หมวด 2 ว่าด้วยการสืบสวนและไต่สวน ซึ่งกำหนดว่า หาก กกต. จะดำเนินคดีอาญากับบุคคลใดที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง จะต้องมีการไต่สวนข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน รวมถึงเรียกผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดมาให้ข้อมูลก่อนดำเนินคดี ดังนั้น นายสมชัยจึงเห็นว่าการดำเนินการของ กกต. ในกรณีดังกล่าว เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกระบวนการ และอาจเข้าข่ายปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามมาตรา 157

ทั้งนี้ ยังมีการตั้งข้อสังเกตถึงกรณีข่าวประชาสัมพันธ์ที่เผยแพร่ผ่านเพจเฟซบุ๊ก ของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ หมายเลขข่าว 190/2569 กรณีที่ กกต. พร้อมคณะเดินทางมาแจ้งความเอาผิดประชาชนจำนวน 6 คน แต่ภายหลังได้มีการลบโพสต์ดังกล่าวออกไป ทำให้เกิดข้อสงสัยว่า อาจมีข้อความหรือภาพบางส่วนที่สามารถใช้เป็นพยานหลักฐานได้ว่า กกต. มีการแจ้งความเท็จ

โดยมีการเปรียบเทียบลักษณะการหักเหของแสงภายในภาพดังกล่าว คาดว่า กกต. น่าจะเดินทางมาแจ้งความในช่วงเวลา 12.00–14.00 น. ขณะที่กลุ่มประชาชนทั้ง 6 คน ได้ตั้งโต๊ะแถลงข่าวที่โรงแรมเดอะสุโกศล ในเวลา 15.00 น. ของวันเดียวกัน จึงมองว่าเป็นไปไม่ได้ที่กลุ่มประชาชนดังกล่าวจะมีการรวมตัวกันในลักษณะอั้งยี่ซ่องโจรตามที่ถูกกล่าวหา และจึงตีความได้ว่า การแจ้งความของ กกต. อาจเข้าข่ายเป็นการแจ้งความเท็จ

ด้าน นายธรรมธีร์ สุกโชติรัตน์ เปิดเผยว่า การเดินทางมาในวันนี้เป็นการใช้สิทธิตามกระบวนการยุติธรรม พร้อมต้องการสะท้อนให้เห็นว่ากระบวนการยุติธรรมของไทยยังมีจุดที่ควรได้รับการตรวจสอบและปรับปรุง

นอกจากนี้ ยังไม่เห็นด้วยกับการที่ภาครัฐดำเนินการฟ้องร้อง หรือมีการเผยแพร่ข่าวเกี่ยวกับการฟ้องคดีต่อประชาชนที่ออกมาเสนอแนะหรือทักท้วงการทำงานของภาครัฐ เพราะมองว่าอาจทำให้เกิดบรรยากาศแห่งความหวาดกลัว และกระทบต่อการแสดงความคิดเห็นของประชาชน

นายชัยพนธ์ ชวาลวณิชชัย ระบุว่า การออกมาเคลื่อนไหวในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงเพื่อปกป้องสิทธิของตนเองเท่านั้น แต่ยังเป็นการปกป้องหลักการประชาธิปไตยและการเคารพต่อกระบวนการเลือกตั้ง พร้อมมองว่าปัจจุบันผู้ที่มีความเห็นต่างกลับต้องเผชิญกับการถูกฟ้องปิดปาก

โดยยกตัวอย่างว่า การดำเนินคดีในลักษณะดังกล่าวเกิดขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่กรณีการเลือกตั้งที่ จ.ชลบุรี มาจนถึงประเด็น QR Code ซึ่งทำให้ผู้ที่เห็นต่างไม่เพียงไม่ได้รับการยอมรับ แต่ยังอาจตกอยู่ในความเสี่ยงที่จะถูกฟ้องร้องได้เช่นกัน

นายชัยพนธ์ ยืนยันว่า แม้จะถูกฟ้องร้อง ประชาชนก็ยังมีสิทธิในการปกป้องตัวเอง ต่อสู้คดี และใช้สิทธิฟ้องกลับตามกฎหมาย พร้อมย้ำว่าไม่ได้ต้องการเป็นศัตรูกับ กกต. แต่การถูกปิดกั้นการแสดงความคิดเห็นทำให้จำเป็นต้องออกมาปกป้องสิทธิของตัวเอง และทุกการกระทำย่อมมีราคาที่ต้องจ่าย อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันพนักงานสอบสวนยังไม่ได้ออกหมายเรียกประชาชนทั้ง 6 คนแต่อย่างใด โดยคดีดังกล่าวจะครบอายุความ 90 วัน ในวันที่ 25 พฤษภาคมนี้

RELATED ARTICLES
- Advertisment -spot_img
- Advertisment -spot_img
- Advertisment -spot_img