วันที่ 15 พฤษภาคม 2569 กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เปิดเกมรุกคดีใหญ่ 2 สำนวนซ้อน เผยความคืบหน้าคดีกักตุนน้ำมันใต้-อีสาน จ่อแจ้งข้อหาบุคคลและนิติบุคคลภายใน 15 วัน หลังพบพิรุธเรือน้ำมันลอยลำกลางทะเล-ใบขนส่งกรอกข้อมูลไม่ครบ ทำน้ำมันล่องหน 60 ล้านลิตร พร้อมแจงปม “สนธิญา” ร้องเรียน ย้ำรับลูกสืบสวนคู่ขนานคดีมาเฟียจีนคลังแสงชลบุรี ยันหากพบประโยชน์พร้อมเสนอเอกฉันท์บอร์ด กคพ. ยกระดับเป็นคดีพิเศษ ขีดเส้น 15 วันเช็คบิลเครือข่ายกักตุนน้ำมันอ่างทอง-สุราษฎร์ฯ
พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เปิดเผยภายหลังการประชุมติดตาม “เรื่องสืบสวนที่ 43/2569” กรณีพฤติการณ์กักตุนน้ำมันเชื้อเพลิงทางทะเล ซึ่งใช้เวลานานกว่า 2 ชั่วโมง โดยระบุว่า ขณะนี้ดีเอสไอได้แยกแยะกลุ่มเครือข่ายผู้กระทำความผิดออกเป็น 3 ส่วนหลัก และมีความคืบหน้าไปมากจนใกล้จะสามารถพิสูจน์ความผิดได้แล้ว คาดว่าภายใน 15 วันหลังจากนี้ จะสามารถดำเนินคดีและแจ้งข้อกล่าวหากับผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด ทั้งในนามนิติบุคคลและบุคคลธรรมดา
สำหรับโครงข่ายขบวนการกักตุนน้ำมันที่ดีเอสไอกำลังเร่งรัด มีดังนี้ 1.เครือข่ายบิ๊กทุนอ่างทอง เชื่อมโยงฝั่งธนฯ บริษัทในจ.อ่างทอง พบหลักฐานเชื่อมโยงว่ามี “นายทุนใหญ่” อยู่เบื้องหลัง และมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับ บริษัทย่านพระราม 2
ต้นตอคดี มาจากการที่เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบปัญหาน้ำมันราคาแพงในหลายจังหวัด จนกระทั่งสืบสวนย้อนกลับพบว่ามีการรับซื้อน้ำมันมาจากบริษัทที่อ่างทองแห่งนี้ ซึ่งตำรวจได้ดำเนินคดีไปแล้วบางส่วน ส่วนดีเอสไอรับไม้ต่อเพื่อขยายผลขบวนการทั้งหมด รวมถึงตรวจสอบประเด็นการหลีกเลี่ยงภาษีด้วย
2. คลังน้ำมันแดนใต้ ในพื้นที่จ.สุราษฎร์ธานี ถูกตรวจสอบในข้อหากักตุนน้ำมันเช่นเดียวกัน แต่อธิบดีดีเอสไอยืนยันว่า “ยังไม่พบ” พฤติกรรมการปลอมปนน้ำมันเชื้อเพลิงในคลังแห่งนี้แต่อย่างใด
3. แกะรอยน้ำมันล่องหน 60 ล้านลิตร ล็อกเป้าเรือ 3 ลำเดินเรือพิรุธ ดีเอสไอกำลังเร่งตรวจสอบกรณีเรือขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงทางทะเลในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี จำนวน 99 เที่ยวเรือ ที่วิ่งรับน้ำมันจากโรงกลั่นภาคตะวันออกลงสู่ภาคใต้ ซึ่งโยงปมน้ำมันหายไปเนียนๆ กลางทะเลกว่า 60 ล้านลิตร พบใบขนส่งเถื่อน ตรวจพบความผิดปกติในใบกำกับการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงทางเรือ มีการถมข้อมูลไม่ครบถ้วน ซึ่งเป็นการฝ่าฝืนประกาศกรมธุรกิจพลังงานอย่างชัดเจน และเชื่อว่าเป็นช่องโหว่จงใจให้เกิดการทุจริต บีบวงสืบสวนให้แคบลงจากทั้งหมด 99 เที่ยวเรือ ล่าสุดดีเอสไอโฟกัสไปที่ เรือ 3 เที่ยว ของ 3 บริษัท ที่พบพฤติกรรมการเดินเรือผิดปกติอย่างร้ายแรง เช่น การจอดลอยลำนิ่งๆ กลางทะเลโดยไม่ยอมเข้าเทียบท่าคลังน้ำมัน ซึ่งหลังจากนี้จะมีการออกหมายเรียกกรรมการบริหารทั้ง 3 บริษัทเข้าให้ปากคำในฐานะพยาน พร้อมส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจเช็คระบบ GPS และระบบ AIS ของเรือทั้ง 3 ลำเพื่อหาหลักฐานมัดตัว
ส่วนกรณีที่ นายสนธิญา สวัสดี อดีตที่ปรึกษาประธานคณะกรรมาธิการกฎหมายฯ สภาผู้แทนราษฎร ได้เข้ายื่นหนังสือร้องเรียน ขอให้ดีเอสไอรับคดีของ นายหมิงเฉิน ซัน (Mingchen Sun) อายุ 31 ปี ผู้ต้องหาชาวจีนที่ประสบอุบัติเหตุรถคว่ำที่ชลบุรีจนความแตก พบปืนพกในรถ และขยายผลไปเจอคลังแสงปืนสงครามร้ายแรง (M4) รวมถึงหลักฐานว่าเป็นแกนนำแก๊งคอลเซ็นเตอร์/สแกมเมอร์ เข้าข่ายผู้ก่อการร้ายข้ามชาตินั้น
พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ ชี้แจงว่า ในชั้นนี้ดีเอสไอได้รับเรื่องดังกล่าวไว้ใน “ขั้นสืบสวน” แล้ว โดยจะทำควบคู่ขนานไปกับการทำงานของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ที่ปัจจุบันทำคดีคืบหน้าไปมาก
“เราต้องพิจารณาอย่างรอบคอบว่า หากดีเอสไอรับโอนสำนวนมาทำเอง จะเกิดประโยชน์ต่อรูปคดีเพิ่มขึ้นหรือไม่ เบื้องต้นจากการตรวจสอบฐานข้อมูลการข่าวและคดีฟอกเงินเดิมของดีเอสไอ ยังไม่พบชื่อของนายหมิงเฉิน ซัน ไปพัวพันกับเครือข่ายทุนจีนเทาที่เรามีข้อมูลอยู่ก่อนหน้านี้ และยังไม่มีข้อมูลเชื่อมโยงว่ามีเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องตามที่สังคมกังวล” อธิบดีดีเอสไอกล่าว
อธิบดีดีเอสไอ อธิบายต่อถึงข้อกฎหมายว่า เนื่องจากข้อหาเกี่ยวกับอาวุธปืนและอั้งยี่ของมาเฟียจีนรายนี้ ไม่ได้อยู่ในบัญชีแนบท้าย พ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. 2547 ดังนั้นตามขั้นตอน หากในอนาคตจะมีการโอนสำนวนจากตำรวจมาให้ดีเอสไอ ดีเอสไอจะต้องประมวลเรื่องเพื่อนำเข้าที่ประชุม คณะกรรมการคดีพิเศษ (บอร์ด กคพ.) เพื่อขอมติเห็นชอบจากกรรมการก่อน จึงจะสามารถตั้งคณะทำงานและใช้อำนาจพิเศษในการดึงฐานข้อมูลเชิงลึกจากหน่วยงานอื่นมาร่วมสอบสวนได้
อย่างไรก็ตาม ดีเอสไอย้ำชัดว่า หากท้ายที่สุดแล้วบอร์ด กคพ. มีมติไม่รับเป็นคดีพิเศษ ข้อมูลเชิงลึกทั้งหมดที่ดีเอสไอสืบสวนรวบรวมได้ในระหว่างนี้และเป็นประโยชน์ต่อรูปคดี จะถูกส่งมอบให้กับพนักงานสอบสวนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อใช้เป็นอาวุธในการถอนรากถอนโคนเครือข่ายจีนเทารายนี้ให้สิ้นซากต่อไป
นอกจากนี้ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ยังได้เปิดเผยความคืบหน้ากรณีที่ได้ไปร่วมประชุมกับอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ถึงเรื่องบริษัทและนิติบุคคล จำนวน 34 แห่ง บนเกาะพะงัน เกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี ที่อาจมีพฤติการณ์เข้าข่ายจะเป็นบริษัทนอมินี ใช้คนไทยบังหน้าอำพรางการทำธุรกรรม ว่า สำหรับความผิดในเรื่องนอมินี ตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวพ.ศ. 2542 เราได้ไปประชุมร่วมกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และได้รับการประสานข้อมูลจำนวนบริษัทที่มีสินทรัพย์รวมกว่า 100 ล้านบาท มาทั้งสิ้น 34 บริษัท แต่ว่าทางกองคดีความมั่นคงของดีเอสไอ ได้ไปดำเนินการตรวจสอบแล้วพบว่า มีบริษัท 21 บริษัท ที่มีมูลค่าสินทรัพย์รวม 100 ล้านบาท จึงได้มีการตั้งเรื่องสืบสวนไว้แล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างแสวงหาพยานหลักฐาน แต่ตอนนี้ก็พบข้อมูลที่บ่งชี้ว่าเข้าข่ายเป็นนอมินีได้ แต่เราก็ต้องตรวจสอบ 2 เรื่องประกอบกัน คือ 1.บริษัทนั้นๆ ได้ประกอบธุรกิจต้องห้ามตามแนบท้ายพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 หรือไม่ และ 2.บริษัทนั้น ๆ มีสัดส่วนการถือหุ้นของต่างด้าวตั้งแต่ 50% ขึ้นไป เนื่องจากพฤติการณ์การเป็นบริษัทนอมินี มันคือการให้คนไทยไปถือหุ้นแทนคนต่างด้าว
อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ กล่าวว่า สำหรับบริษัททั้ง 21 แห่ง ที่เราพบว่าบางส่วนมีพฤติการณ์เข้าข่ายเป็นบริษัทนอมินีนั้น มีทั้งการประกอบกิจการรีสอร์ต โรงแรม ร้านอาหาร และอีกจำนวนมาก เป็นต้น ซึ่งล้วนเป็นกิจการที่อยู่ในแนบท้ายบัญชีต้องห้ามของพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 แต่ก็ย้ำว่าเราต้องพิสูจน์ให้ได้ทั้งสองประเด็น ว่าในบริษัทนั้นมีคนไทยไปมีการถือหุ้นแทนคนต่างด้าวจริงหรือไม่ ซึ่งก็ต้องพิสูจน์หลายหลายกรณี ไม่ว่าจะเป็นศักยภาพของคนไทยที่ไปถือหุ้นแทนคนต่างด้าว หรืออำนาจในการบริหารบริษัทเป็นอย่างไร หรือการออกทุนเงินทุนนั้น คนไทยที่ถือหุ้นเป็นผู้ออกทุนชำระเอง หรือมีบุคคลใดอื่นมาชำระแทนคนไทยที่ถือหุ้นหรือไม่ ซึ่งมันต้องใช้เวลาในการตรวจสอบหลายประเด็น
ต่อข้อถามว่าปกติแล้วรายชื่อผู้ถือหุ้นหรือกรรมการบริษัท 1 ราย มักมีชื่อไปปรากฏในหลากหลายบริษัท ที่ค่อนข้างมีความเชื่อมโยงกัน เหมือนลักษณะเป็นการถือหุ้นไขว้กัน อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ยอมรับว่าผู้ถือหุ้นในบริษัทนอมินี มักมีพฤติกรรมในลักษณะนั้นจริง ซึ่งมันก็เป็นข้อมูลที่บ่งชี้ได้ว่าเป็นนอมินี เพราะบางทีศักยภาพของคนที่ถือหุ้นรายนั้น และยังถือหุ้นในหลากหลายบริษัทพร้อมเพรียงกัน เราก็ต้องไปดูฐานะอาชีพของเขา ว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่จะถือหุ้นในหลายบริษัทพร้อมกัน แต่การพิสูจน์จำเป็นต้องใช้ข้อมูลหลายอย่างประกอบกัน ทั้งนี้ เราจะได้ย้อนหลังไปตรวจสอบการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทด้วย ว่ากรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้มีการอนุญาตให้จดจัดตั้งทะเบียนบริษัทนิติบุคคลอย่างไรบ้าง อย่างไรก็ดี ในกรณีโรงเรียนอนุบาลบนเกาะพะงัน ทางดีเอสไอไม่ได้ดำเนินการรับผิดชอบในเรื่องนี้ เนื่องจากไม่ได้เป็นหนึ่งในกิจการที่อยู่ใน 34 บริษัทตามรายงานข้อมูลของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าที่ได้ให้ดีเอสไอไว้ใช้ขยายผล เพราะกรมพัฒนาธุรกิจการค้าจะมีการแยกเลยว่า หากธุรกิจนั้นมีมูลค่าสินทรัพย์รวมเกินกว่า 100 ล้านบาท ก็จะส่งรายชื่อให้กับดีเอสไอ แต่ถ้าไม่ถึง 100 ล้านบาท กรมพัฒนาธุรกิจการค้าก็จะให้ทางพนักงานสอบสวนตำรวจดำเนินการตรวจสอบ
อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ยังย้ำว่า ในจำนวนบริษัทนอมินีที่ได้มีการตรวจสอบ ก็พบว่ามีชาวต่างชาติที่มาร่วมลงทุนหลากหลายสัญชาติ ไม่ได้มีเพียงทางตะวันออกกลางเพียงอย่างเดียว อย่างเช่น ก็มีชาวอิสราเอลด้วย แต่เราจะไม่เจาะจงในการที่จะไปดำเนินคดีเพียงสัญชาติใดสัญชาติหนึ่ง แต่ถ้าเป็นต่างด้าวและกระทำความผิดตามกฎหมายไทยและมีพยานหลักฐานเราก็ต้องดำเนินคดี เราจะขยายผลในทุกมิติ ส่วนว่าเรื่องการกระทำเป็นบริษัทนอมินี จะขยายผลไปดูเรื่องการฟอกเงินได้หรือไม่นั้น เท่าที่ทราบตอนนี้ความผิดตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวฯ ยังไม่ได้เป็นความผิดมูลฐานที่ขยายผลไปเรื่องการฟอกเงินได้ แต่ก็ทราบว่า ปปง. อยู่ระหว่างการเสนอแก้ไขกฎหมายเพิ่มเติม เพื่อให้กฎหมายการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว สามารถขยายผลเป็นความผิดฐานฟอกเงินได้ด้วย โดยถ้าหากเป็นความผิดฐานฟอกเงินได้ด้วยนั้นมันก็จะจะช่วยในเรื่องการปราบปรามการฟอกเงิน จะมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นในเรื่องเกี่ยวกับทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิด เช่น พนักงานเจ้าหน้าที่สามารถยึดทรัพย์สินได้ หรือสืบสวนที่มาของทุนที่มาใช้ฟอกได้ หรือมีการรับเงินมาแล้วจำหน่ายจ่ายโอนไปยังบุคคลใดบ้าง จะได้ติดตามดำเนินคดีขยายผลได้ต่อไป ทั้งนี้ จากที่นายกรัฐมนตรีได้มีการลงพื้นที่จริง ท่านก็ได้มีการกำชับทุกหน่วยงาน ให้เร่งดำเนินการตามหน้าที่ โดยเฉพาะในกรณีของดีเอสไอก็เน้นในเรื่องของบริษัทที่มีสินทรัพย์รวมมูลค่าตั้งแต่ 100 ล้านบาท ขึ้นไป ซึ่งเราก็อยู่ระหว่างการเร่งดำเนินการอย่างแน่นอน

