“คดีหมิงเฉิน ซัน”ดัชนีบ่งชี้ ”ฝ่ายความมั่นคงว่า”ห่วยแตก..!!! 

623

คดีนายหมิงเฉิน ซัน เริ่มต้นจากขับรถประสบอุบัติเหตุพลิกคว่ำ “ขอชื่นชมในไหวพริบของส.ต.ท.นิลพัฒน์ ทองย้อย”จราจร สภ.นาจอมเทียน อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี สังเกตเห็นอาการกระวนกระวายของนายหมิงเฉิน ไม่อยากให้ตำรวจช่วยเหลือ ขอตรวจค้นพบอาวุธปีนพก จนขยายผลไปค้นบ้านพักพบซุกซ่อนอาวุธปืนสงคราม ระเบิด และเสื้อเกราะดัดแปลงติดระเบิดแบบพลีชีพไว้เรียบร้อยแล้ว


สื่อมวลชนนำเสนอข่าวแบบเกาะขุดคุ้ยเบื้องหน้าเบื้องหลังของคดี รวมถึงประวัตินายหมิงเฉิน อย่างละเอียด บางสำนักถึงขั้นฟันธงว่านายหมิงเฉิน คือสแกมเมอร์ระดับตัวพ่อ มีหน้าที่สั่งการวางแผนรับงานสังหารบุคคลในกัมพูชากระบวนการรวบรวมพยานหลักฐานในที่เกิดเหตุและสืบสวนหาพยานหลักฐานในทางลับพบว่ายิ่งสาวยิ่งขยายวงกว้างเกี่ยวพันหลายหน่วยงาน โดยเฉพาะหน่วยงานที่ทำหน้าเกี่ยวกับความมั่นคงของประเทศ
         
เริ่มจากปืนที่นายหมิงเฉิน พกพบว่าขายกันมาเป็นทอดๆ มีตำรวจนครบาลเป็นเจ้าของ ซื้อจากโครงการปืนสวัสดิการ ขายต่อหลายทอดจนตกอยู่ในมือของนายหมิงเฉินตามด้วยอาวุธปืนสงครามบางกระบอกซื้อขายผ่านมือของทหารเรือและอดีตทหารเรือ  ตามด้วยกล่องบรรจุกระสุนและบรรจุระเบิดซีโฟร์ มีตราประทับของกองทัพบก แต่มีของกลางอีกหลายรายการอาทิ เสื้อเกราะ ระเบิดซีโฟร์อุปกรณ์ประกอบระเบิดและระเบิดมือ 10 ลูก ยังไม่มีการระบุว่านายหมิงเฉิน ซื้อมาจากหน่วยงานไหน

ขณะเดียวกันมีการสืบสวนเกี่ยวกับเอกสารทางทะเบียนราษฎร์ ที่หน่วยงานสังกัดกระทรวงมหาดไทย ออกให้เพื่อแสดงตัวตนว่าสามารถอาศัยอยู่ในประเทศไทย อยู่ระหว่างกรมการปกครองสอบสวนว่าเกี่ยวโยงกับใครบ้าง รวมถึงวีซ่าที่นายหมิงเฉินถืออยู่มีการตรวจสอบอยู่เช่นกัน เพราะนายหมิงเฉินเดินทางเข้าออกไทย กัมพูชา ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้บ่อยมาก และถือหนังสือเดินทางหลายสัญชาติ
 
นอกจากนี้ตรวจสอบว่านายหมิงเฉิน เข้าร่วมฝึกกับหน่วย BHQ ชุดรักษาความปลอดภัยของสมเด็จ ฮุน เซ็น ประธานวุฒิสภากัมพูชาด้วยหรือไม่ และการตรวจสอบเส้นทางเงินระหว่างวันที่ 2 กันยายน 2565 – 6 พฤษภาคม 2569 พบว่ามีเงินเข้า 40.50 ล้านบาท เงินออก 40.48 ล้านบาท เข้า-ออก 473 รายการ เข้าสูงสุด/ครั้ง 5 ล้านบาทและออกสูงสุด/ครั้ง 5 ล้าน เงินเหล่านี้ไหลเข้าบัญชีใครบ้าง
   
คดีที่เกี่ยวข้องกับนายหมิงเฉิน จะถูกแยกออกเป็นกี่คดีจะจบแบบลูบหน้าปะจมูกหรือลงเอยแบบผู้เกี่ยวข้องทั้งฝ่ายปกครอง ตำรวจ และทหาร เดินคอตกเข้าคุกหรือต้องดูแบบยาวๆแต่ถ้ามองอย่างวิเคราะห์ถึงองค์ประกอบของคดีด้วยการนำปัจจัยด้านความมั่นคงมาจับ พออนุมานได้ว่า“หน่วยงานความมั่นคงของไทยสอบตก”ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าองค์ประกอบด้านความมั่นคงมีหลายหน่วยงานที่รับผิดชอบ  อาทิ สภาความมั่นคงแห่งชาติ(สมช.) สำนักข่าวกรองแห่งชาติ  กองทัพไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงยุติธรรมและกระทรวงกลาโหม ซึ่งใช้งบประมาณรวมแล้ว หลายพันล้าน แต่ยังทำงานกันแบบเช้าชามเย็นชาม ไม่มีเชิงรุกระบบป้องถือได้ว่า ห่วยแตก

หากให้คะแนนหน่วยงานที่สอบตกเริ่มที่ต้นน้ำประกอบหน่วยข่าวต่างๆ อาทิ สมช. สำนักข่าวกรองแห่งชาติ  สันติบาล หน่วยข่าวของสามเหล่าทัพ หน่วยข่าวกระทรวงมหาดไทย หน่วยข่าว กอ.รมน. หน้างานของหน่วยข่าวเหล่านี้ครอบคลุมทุกพื้นที่ของประเทศ ยิ่งข่าวการเข้าออกประเทศแถมกัมพูชาเมืองหลวงของสแกมเมอร์ด้วยแล้ว การข่าวต้องฉับไวแม่นยำ กรณีของนายหมิงเฉิน สแกมเมอร์ตัวพ่อด้วยแล้ว ความเคลื่อนไหวจะต้องอยู่ในสายตาของหน่วยข่าว แต่กลับเผลอเลอปล่อยให้เคลื่อนไหวถึงขั้นสะสมอาวุธได้เท่าคลังแสงย่อยๆ

กลางน้ำ อาทิ ตำรวจคนเข้าเมือง ละเลยตรวจสอบเบาะแสการเข้าออก การอาศัยอยู่ในพื้นที่  ทหารบกและทหารเรือ เอี่ยวซื้อขายอาวุธ แทนที่จะตรวจสอบแล้วแจ้งเบาะแสนำไปสู่การจับกุมกลับไปแสวงหาผลประโยชน์ด้วยการเป็นคนกลางซื้อขาย

ปลายน้ำตำรวจท้องที่  สามารถป้องกันได้ด้วยการตั้งด่านตรวจและออกตรวจในพื้นที่ แบบเอาใจใส่เป็นพิเศษกับต่างชาติที่มีพฤติกรรมเอี่ยวธุรกิจสีเทา และหัวหน้าโรงพักต้องเอาใจใส่เป็นพิเศษนอกจากกำชับสายตรวจแล้วต้องกำชับฝ่ายสืบสวนลงพื้นที่สืบข่าวแบบเข้มข้นด้วย ดังนั้นถ้าอ่านบริบทคดีนายเฉินหมิง พอฟันธงได้ว่างานฝ่ายความมั่นคงของไทย อ่อนปวกเปียก “อยากให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่ากระทรวงมหาดไทย ยกเครื่องงานด้านความมั่นคงแบบบูรณาการสักครั้งน่าจะดี เพราะทุกวันนี้ต่างชาติต่างพาเหรดยึดไทยเป็นหัวหาดทำธุรกิจสีเทากันอย่างคึกคัก”
   
ถ้ายังขืนปล่อยโดยไม่ใส่ใจงานด้านความมั่นคง ในอนาคตลูกหลานไทยอาจจะเป็นได้แค่ลูกจ้างและผู้อยู่อาศัยเท่านั้น !!!