ทำเนียบรัฐบาล, วันที่ 12 พ.ค. เวลา 09.00 น. – นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย เป็นประธานเปิดกิจกรรม “ไทยช่วยไทย ลดภาระค่าครองชีพ” โดยมี นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูงจากกระทรวงมหาดไทย กระทรวงพาณิชย์ และภาคเอกชน เข้าร่วมกิจกรรมอย่างพร้อมเพรียง ทั้งนี้นายอนุทินได้สวมเสื้อกั๊กโครงการ “ไทยช่วยไทย ลดภาระค่าครองชีพ” และขับรถพุ่มพวงสามล้อพ่วงข้าง โดยมี นางศุภจี นั่งซ้อนท้าย จากบริเวณหน้าตึกสันติไมตรีขึ้นไปยังตึกไทยคู่ฟ้า เพื่อเปิดตัวโครงการอย่างเป็นทางการ ท่ามกลางบรรยากาศเป็นกันเอง พร้อมกล่าว “เพลงจ้ำจี้” ไล่ชื่อผักผลไม้และสินค้าบนรถพุ่มพวง สะท้อนแนวคิดการนำสินค้าจำเป็นราคาถูกไปถึงมือประชาชน

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า โครงการนี้เป็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐและผู้ประกอบการในการช่วยลดค่าครองชีพให้ประชาชน โดยสินค้าทั้งหมดจำหน่ายในราคาต่ำกว่าท้องตลาดและห้างสรรพสินค้า แม้ราคาจะถูกลง แต่ยังคงคุณภาพ มาตรฐาน และส่วนผสมเช่นเดิม เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีคุณภาพได้อย่างทั่วถึง
ด้าน นางศุภจี กล่าวว่า โครงการรถพุ่มพวงเป็นการต่อยอดความร่วมมือระหว่างกระทรวงมหาดไทย กระทรวงพาณิชย์ ภาคเอกชน และกลุ่ม Modern Trade หลังจากก่อนหน้านี้ได้ร่วมจัดจำหน่ายสินค้าราคาประหยัดกว่า 3,000 รายการ ที่ว่าการอำเภอทั่วประเทศทุกวันศุกร์ตลอดเดือนพฤษภาคม 2569 โดยลดราคาสูงสุดถึงร้อยละ 58

สำหรับ “รถพุ่มพวง” จะทำหน้าที่กระจายสินค้าไปยังพื้นที่ชุมชนและหมู่บ้านห่างไกล เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงสินค้าราคาประหยัดใกล้บ้านมากขึ้น แบ่งออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ รถจักรยานยนต์ขนาดเล็ก (S) รถสามล้อพ่วงข้าง (M) และรถกระบะ (L) พร้อมสนับสนุนค่าน้ำมันเชื้อเพลิงและชุดสินค้าเริ่มต้นสำหรับทดลองตลาด โดยตั้งเป้าช่วยลดค่าครองชีพประชาชนได้ไม่น้อยกว่า 280 ล้านบาท ครอบคลุมกว่า 4 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ
ทั้งนี้ การเปิดรับลงทะเบียนผู้ประกอบการรถพุ่มพวง ระหว่างวันที่ 1-7 พฤษภาคม 2569 มีผู้สมัครเข้าร่วมโครงการรวมทั้งสิ้น 10,397 ราย แบ่งเป็นรถกระบะ 3,539 ราย รถสามล้อพ่วงข้าง 4,535 ราย และรถจักรยานยนต์ 2,323 ราย
นายอนุทิน ยังได้เน้นย้ำให้ทุกภาคส่วน โดยเฉพาะข้าราชการ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และสมาชิกสภาท้องถิ่น ร่วมกันประชาสัมพันธ์และอำนวยความสะดวกให้ประชาชนเข้าถึงโครงการอย่างทั่วถึง เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน

