ภารกิจในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาของ นางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นการลงพื้นที่ติดตามการดำเนินโครงการต่างๆ ของ จ.เชียงราย ที่ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่สูง โดยล่าสุดได้ลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานของโครงการพัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวงห้วยก้างปลา อ.แม่จัน จ.เชียงราย ซึ่งดำเนินการโดยสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) หรือ สวพส. ชูห้วยก้างปลาโมเดล มาตรฐานอินทรีย์ สร้างแบรนด์ตัวเอง
นางสาวปิยะรัฐชย์ กล่าวว่า พื้นที่ห้วยก้างปลาเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการพัฒนาพื้นที่สูง ที่สามารถต่อยอดอาชีพและสร้างรายได้ให้กับชุมชนได้อย่างเป็นรูปธรรม แม้จะมีข้อจำกัดทั้งเรื่องพื้นที่ทำกิน และสภาพภูมิประเทศที่เป็นภูเขาสูงสลับซับซ้อน โดยโครงการดังกล่าวมุ่งส่งเสริมอาชีพและพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชน ผ่านการปลูกพืชทางเลือกที่ใช้พื้นที่น้อยแต่สร้างรายได้สูง ควบคู่กับการดูแลทรัพยากรธรรมชาติ และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

รัฐมนตรีช่วยฯ เปิดเผยว่า โครงการพัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวงห้วยก้างปลา ครอบคลุมพื้นที่ 9 หมู่บ้าน ใน ต.ป่าตึง อ.แม่จัน จ.เชียงราย มีประชากรหลากหลายชาติพันธุ์ และคนเมือง โดยชุมชนส่วนใหญ่มีพื้นที่ถือครองที่ดินเฉลี่ยเพียง 2–5 ไร่ต่อครัวเรือน และยังมีประชาชนกว่า 278 ครัวเรือน ไม่มีที่ดินทำกิน ส่งผลให้ในอดีตชาวบ้านมีรายได้เฉลี่ยเพียง 25,000 บาทต่อปี ซึ่งไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายภายในครัวเรือน
ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ โดย สวพส. ได้นำองค์ความรู้ตามแนวทางโครงการหลวงเข้ามาปรับใช้ ผ่านการส่งเสริม “เกษตรประณีต” และการปลูกผักในโรงเรือนระบบปลอดภัยและระบบอินทรีย์ เพื่อแก้ปัญหาพื้นที่ทำกินจำกัด โดยปัจจุบันมีการส่งเสริมอาชีพที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมให้กับเกษตรกรในพื้นที่จำนวน 402 ราย ครอบคลุมพื้นที่ 532 ไร่ รวม 48 ฟาร์ม และ 77 โรงเรือน พร้อมผลักดันการรวมกลุ่มเกษตรกรภายใต้ “กลุ่มวิสาหกิจชุมชนลุ่มน้ำจัน” เพื่อช่วยบริหารจัดการด้านการตลาดและสร้างแบรนด์สินค้าเกษตรของชุมชนภายใต้ชื่อ “โอบดอย ออร์แกนิค”

จากการดำเนินงานดังกล่าว ส่งผลให้เกษตรกรในพื้นที่มีรายได้เฉลี่ยเพิ่มขึ้นเป็น 76,000 บาทต่อครัวเรือนต่อปี ขณะที่กลุ่มวิสาหกิจชุมชนลุ่มน้ำจันสามารถสร้างรายได้จากการจำหน่ายผักอินทรีย์ ได้ประมาณ 2.4 ล้านบาทต่อปี และกลายเป็นต้นแบบการใช้พื้นที่อย่างคุ้มค่าให้กับชุมชนบนพื้นที่สูงอื่นๆ ในจังหวัดเชียงราย
“สิ่งที่น่าชื่นชมคือ ชาวบ้านหลายครอบครัวสามารถเปลี่ยนจากการปลูกพืชเชิงเดี่ยว มาเป็นการทำเกษตรที่สร้างรายได้ดีขึ้น ใช้พื้นที่น้อยลง และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เห็นได้ชัดว่าถ้ามีองค์ความรู้ มีตลาดรองรับ และมีการรวมกลุ่มที่เข้มแข็ง ก็สามารถช่วยให้คนในชุมชนมีรายได้และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้จริง กระทรวงเกษตรฯ พร้อมสนับสนุนให้เกิดการต่อยอดแบบนี้ในพื้นที่อื่นๆ ต่อไป” นางสาวปิยะรัฐชย์ กล่าว
ทั้งนี้ก่อนหน้านี้ นางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช ได้ลงพื้นที่ตรวจราชการ ณ วิสาหกิจชุมชนกลุ่มพัฒนาเกษตรกรรมตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง หมู่ 10 ต.เมืองชุม อ.เวียงชัย จ.เชียงราย ที่ได้ดำเนินการทำเกษตรกรรมตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง โดยกลุ่มเกษตรกรรวมตัวกันพัฒนาผลิตภัณฑ์จากน้ำผึ้งคุณภาพของชุมชน จากเดิมที่เก็บน้ำผึ้งป่ามาจำหน่าย ก่อนต่อยอดสู่การแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์หลากหลาย ทั้งน้ำผึ้งเดือนห้า น้ำผึ้งดอกลำไย น้ำผึ้งดอกลิ้นจี่ ขิงอบน้ำผึ้ง เกสรผึ้ง และสบู่น้ำผึ้ง พร้อมยกระดับกระบวนการผลิตให้ได้มาตรฐานรองรับทั้ง อย. และมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน ปัจจุบันกลุ่มมีสมาชิกกว่า 30 ราย และกลายเป็นอีกหนึ่งแหล่งเรียนรู้สำคัญด้านการผลิตและบริหารจัดการสินค้าเกษตรของชุมชนในพื้นที่

ขณะเดียวกันก็ได้ติดตามการดำเนินงานของกลุ่มข้าวอินทรีย์ และศูนย์ข้าวชุมชนตำบลเมืองชุม โดยศูนย์วิจัยข้าวเชียงราย ซึ่งปัจจุบันมีสมาชิก 31 ราย พื้นที่ปลูกข้าวอินทรีย์ที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน Organic Thailand จำนวน 347 ไร่ และได้รับการรับรองมาตรฐานการผลิตเพื่อการส่งออกทั้งมาตรฐานสหภาพยุโรป (EU) และสหรัฐอเมริกา (USDA) รวม 179 ไร่ โดยกลุ่มมีการผลิตข้าวอินทรีย์หลากหลายสายพันธุ์ ทั้งข้าวไรซ์เบอรี่ ข้าวมะลิแดง ข้าวขาวดอกมะลิ 105 และข้าว กข6 พร้อมแปรรูปเป็นข้าวกล้องบรรจุถุงสุญญากาศเพื่อเพิ่มมูลค่า และสร้างโอกาสทางการตลาดทั้งในและต่างประเทศ
นอกจากนี้ยังลงพื้นที่ตรวจราชการ และติดตามการพัฒนาสวนทุเรียนมูลค่าสูง ณ สวนโรจนรัตน์ ต.เวียงชัย อ.เวียงชัย จ.เชียงราย ซึ่งขณะนี้ “ทุเรียนเชียงราย” กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง และได้รับความสนใจจากตลาดทั้งในและต่างประเทศ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ให้ความสำคัญกับการยกระดับคุณภาพผลผลิต การบริหารจัดการสวนอย่างเหมาะสม ตลอดจนการสร้างช่องทางตลาดใหม่ เพื่อเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรอย่างเป็นรูปธรรมอยู่แล้ว จึงเข้ามาเพิ่มดูว่ามีส่วนไหนสามารถพัฒนาต่อยอดได้

รัฐมนตรีช่วยฯ ยังได้รับฟังแนวทางการบริหารจัดการสวนทุเรียนแบบ “กางแขน” ซึ่งเป็นรูปแบบการปลูกที่เหมาะกับพื้นที่จำกัด ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตต่อไร่ และสามารถบริหารจัดการได้ด้วยแรงงานในครัวเรือน พร้อมติดตามสถานการณ์การผลิตทุเรียนของ จ.เชียงราย ที่ปัจจุบันมีพื้นที่ปลูกรวม 3,969 ไร่ และมีพื้นที่ให้ผลผลิตแล้ว 1,835 ไร่ คาดการณ์ผลผลิตรวมปี 2569 อยู่ที่ประมาณ 801 ตัน หรือเฉลี่ย 437 กก.ต่อไร่
สำหรับสวนโรจนรัตน์ เดิมเป็นพื้นที่ปลูกมะขาม ลำไย และลองกอง ก่อนปรับเปลี่ยนเป็นสวนทุเรียนเศรษฐกิจมูลค่าสูง โดยใช้ระบบปลูกแบบ “กางแขน” ที่ช่วยเพิ่มจำนวนต้นต่อพื้นที่ และเพิ่มผลผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปัจจุบันสามารถสร้างผลผลิตได้ประมาณ 2 ตันต่อปี สร้างรายได้รวมกว่า 240,000 บาท และยังพัฒนาเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการเกษตรให้กับเกษตรกรและผู้สนใจเข้าศึกษาดูงานอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ จ.เชียงรายมีแนวโน้มการปลูกทุเรียนเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จากปัจจัยด้านราคาที่อยู่ในระดับสูง เกษตรกรหลายพื้นที่เริ่มปรับเปลี่ยนพื้นที่ปลูกลิ้นจี่และลำไยมาสู่การปลูกทุเรียนมากขึ้น โดยสายพันธุ์หลักที่ได้รับความนิยม ได้แก่ หมอนทอง พวงมณี และมูซังคิง ซึ่งตลาดยังมีความต้องการสูง ขณะที่ผลผลิตส่วนใหญ่ของจังหวัดจะออกสู่ตลาดในช่วงเดือนกรกฎาคม–กันยายนของทุกปี
“กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะเดินหน้าสนับสนุนเกษตรกรอย่างต่อเนื่อง ทั้งเรื่องการพัฒนาคุณภาพสินค้า มาตรฐานการผลิต และการขยายช่องทางตลาด เพื่อช่วยเพิ่มรายได้ สร้างความมั่นคง และเปิดโอกาสให้เกษตรกรสามารถต่อยอดอาชีพและสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลผลิตได้มากขึ้น” นางสาวปิยะรัฐชย์ กล่าวย้ำในตอนท้าย
ทีมข่าวเกษตร สำนักข่าวไทยแทบลอยด์ รายงาน

