วันที่ 8 พฤษภาคม 2569 สน.โคกคราม น.ส.ธณัฏฐา หรือ “เจ๊หนิง” อดีตอาจารย์พิเศษโรงเรียนนายร้อยตำรวจสามพราน เดินทางมาพร้อมกับ ปู มัณฑนา เพื่อเข้าพบพนักงานสอบสวน
เจ๊หนิง เปิดเผยว่า การเดินทางมาวันนี้เพื่อสอบถามเจ้าหน้าที่ถึงประเด็นที่อีกฝ่ายแจ้งความ โดยระบุว่าจุดเริ่มต้นมาจากเรื่องที่ลูกหมีโพสต์เกี่ยวกับกำไล EM แม้จะอ้างว่าไม่ได้ระบุชื่อ แต่สังคมทราบดีว่าสื่อถึงใคร
เจ๊หนิงระบุว่า ปูไม่ได้ปฏิเสธเรื่องหนี้ และไม่เคยปฏิเสธว่าจะไม่ชดใช้ ขณะนี้ทุกอย่างอยู่ในกระบวนการชั้นศาล ซึ่งยังสามารถต่อสู้ในชั้นอุทธรณ์และฎีกาได้ แต่สิ่งที่มองว่าไม่เหมาะสมคือ การที่อีกฝ่ายรวมถึงทนายความหลายคนโพสต์ข้อความลักษณะดูหมิ่นความเป็นมนุษย์ของปู โดยเฉพาะการพูดถึง “กำไล EM” จนเกิดกระแสไซเบอร์ม็อบ ทำให้สังคมมองปูเป็นคนไม่ดี ทั้งที่คดียังไม่สิ้นสุด
นอกจากนี้ เจ๊หนิงยังมองว่า ในสังคมไทย การที่บุคคลใดถูกโยงกับกำไล EM มักทำให้สังคมตีความไปในทางลบ และกระทบต่อชื่อเสียงของปูอย่างมาก ทั้งที่เรื่องหนี้สินเป็นเรื่องระหว่างคู่กรณี และอยู่ในกระบวนการยุติธรรมแล้ว
ต่อมา ด้าน ปู มัณฑนา เปิดเผยว่า ที่ผ่านมา ทั้ง ทนายเดชา, ทนายกุ้ง, ทนายตุ๋ย, ทนายแก้ว, หนุ่ม กรรชัย รวมถึงลูกหมี และ ลิลลี่ เหงียน ต่างออกมาพูดพาดพิงถึงตนอย่างต่อเนื่อง ยืนยันว่าตนไม่เคยด่าหรือพูดหยาบกับใครก่อน แต่ที่มีการโพสต์ข้อความรุนแรงในช่วงหลัง เพราะทนไม่ไหวกับการถูกโจมตีทุกวัน
ปู ยังระบุว่าเพิ่มเติมว่า ประเด็น “กำไล EM” ไม่ใช่การให้ความรู้แก่สังคม แต่เป็นการแซะและเหยียดหยาม ทำให้ตนถูกสังคมโจมตีอย่างหนัก ตนจึงเกิดอารมณ์ชั่ววูบและโพสต์ตอบโต้ลงโซเชียล พร้อมยืนยันว่าขณะนี้พร้อมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม และจะดำเนินการทุกอย่างตามขั้นตอนของกฎหมาย
ในส่วนเรื่องยอดหนี้ ปูยืนยันว่า เคยพยายามชำระให้คู่กรณีแล้ว แต่ฝ่ายตรงข้ามไม่ยอมรับ พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าอีกฝ่ายไม่ต้องการให้เรื่องจบ เหมือนต้องการหาแสงกับตน แม้ศาลชั้นต้นจะมีคำพิพากษาแล้ว แต่ตนยังมีสิทธิ์ต่อสู้ในชั้นฎีกา และหากศาลตัดสินให้จ่ายเท่าใดก็พร้อมชำระตามคำสั่งศาล
นอกจากนี้ ปูยังกล่าวถึงกรณีที่ลูกหมีเคยให้สัมภาษณ์ในรายการหนึ่งว่า รู้ตั้งแต่แรกว่าปูจะโกง แต่ยังโอนเงินให้และมีการพูดคุยผ่าน LINE เพื่อนำหลักฐานไปฟ้องศาล โดยยอมรับว่าในส่วนข้อความหรือหลักฐานบางอย่าง ตนอาจสู้ฝ่ายคู่กรณีไม่ได้
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า กังวลหรือไม่ที่การโพสต์ข้อความตอบโต้อาจเข้าข่ายความผิดทางกฎหมาย ปูยืนยันว่าไม่กังวล เพราะมองว่าทุกสิ่งที่โพสต์เป็นการชี้แจงข้อเท็จจริง หลังถูกกระทำก่อน และมีพยานหลักฐานครบถ้วน
ปูยังกล่าวอีกว่า ปกติเป็นคนไม่พูดคำหยาบ แต่เวอร์ชั่นที่สังคมเห็นในช่วงนี้ถือว่า “สุดแล้ว” เพราะถูกกระทำก่อน พร้อมระบุว่าวันนี้ได้นำหลักฐานบางส่วนมาให้ตำรวจตรวจสอบ ซึ่งสามารถดำเนินคดีทั้งแจ้งความและฟ้องศาลได้เช่นกัน แต่ยอมรับว่าเหนื่อยกับคดีความที่เกิดขึ้น จึงไม่อยากเพิ่มคดีใหม่
สำหรับประเด็นคำพูดรุนแรง ปูมองว่าเป็นการตอบโต้หลังถูกอีกฝ่ายด่าก่อน และหากฝ่ายคู่กรณีมองว่าเข้าข่ายผิดกฎหมาย ก็สามารถดำเนินการตามสิทธิ์ได้
ปู ยังเปิดเผยอีกว่า หลังจากนี้สังคมจะได้เห็น “ปูเวอร์ชั่นใหม่” ที่ไม่เคยมีใครเห็นมาก่อน ยอมรับว่าที่ผ่านมาอาจใช้อารมณ์ในการโพสต์ตอบโต้ แต่จากนี้จะเปลี่ยนวิธีรับมือ และหากใครมองว่าตนกระทำผิดก็ให้ว่ากันตามกระบวนการกฎหมาย พร้อมยืนยันว่าจะยอมรับผลของกระบวนการยุติธรรมทุกอย่าง
ขณะเดียวกัน ปู เผยอีกว่า เตรียมร้องเรียนต่อสภาทนายความ กรณีมองว่าทนายบางรายทำเกินหน้าที่ ซึ่งทำเหมือนเป็นคู่ความกับตน ทั้งๆ ที่ไม่ได้ และโพสต์ข้อความพาดพิงตนอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ ปูย้ำว่า แม้จะแพ้คดีในศาลชั้นต้น แต่ยังเชื่อว่าตนไม่ได้ทำผิด และมองว่าอีกฝ่ายซึ่งเป็นทนายความมีความได้เปรียบในการเตรียมหลักฐาน รวมถึงการโพสต์ข้อความเพื่อให้ตนตอบโต้และนำไปใช้ดำเนินคดีส่วนหลังจากนี้จะยังโพสต์ตอบโต้หรือไม่ ปูระบุว่า หากยังถูกพาดพิงก็จะโพสต์ชี้แจงข้อเท็จจริงต่อไป แม้บางครั้งอาจมีถ้อยคำรุนแรง แต่ยืนยันว่าเป็นการปกป้องตัวเองเท่านั้น

