”นายกฯหนู” จวกอัปยศอดสู เจอเหยื่ออาชญากรรมกว่า 1.4 แสน แนะนั่งหัวโต๊ะยกเครื่องต้นธารยุติธรรม

88

“ตั้งแต่ปี 2544 ที่มี พ.ร.บ.ค่าตอบแทนผู้เสียหาย และค่าทดแทนแก่จำเลยในคดีอาญา รัฐบาลได้ช่วยเหลือเหยื่อในกระบวนการยุติธรรมที่เป็นผู้บริสุทธิ์กว่า 145,000 ราย รวมเป็นเงิน 8,000 กว่าล้านบาท ไม่ได้ถือเป็นผลงาน แต่เป็นความอัปยศอดสูที่เราไม่สามารถนำคนที่กระทำผิดจริงๆ เข้ารับโทษได้ แต่นำคนที่ไม่ได้ทำผิด อาจจะเป็นการยัดเยียดความผิด ทำให้เขาต้องไปต่อสู้คดีและต้องประสบความยากลำบาก” เป็นคำกล่าวตอนหนึ่งของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ระหว่างเป็นประธานเปิดงาน “24 ปีกับการช่วยเหลือเหยื่อผู้บริสุทธิ์” เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม

นายอนุทินฯ ได้กล่าวอีกหลายประเด็น อาทิ รัฐบาลยึดมั่นหลักนิติธรรมที่ทุกคนอยู่ภายใต้หลักกฎหมายอย่างเท่าเทียม เสมอภาค รวมถึงประเด็นรัฐบาลต้องเข้ามาแก้ไขและอุดช่องว่างความบกพร่องของกระบวนการยุติธรรม เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้บริสุทธิ์ตกเป็นจำเลยหรือแพะ ทั้งที่ไม่ได้กระทำผิด

สื่อโซเชียลนำประเด็นนี้ไปขยี้ต่อ แต่ดูเหมือนว่าองค์กรตำรวจโดนขยี้ในทางลบหนักสุด ในฐานะต้นธารกระบวนการยุติธรรม ที่ทำหน้าที่รวบรวมพยานหลักฐาน สืบสวน สอบสวน และจับกุมคนร้าย จนส่งสำนวนให้อัยการฟ้องศาล

ถ้ามองกันอย่างวิเคราะห์ ปัญหาจับผู้บริสุทธิ์หรือจับแพะมีมายาวนานแล้ว สาเหตุมีหลายประการ แวดวงสีกากีต่างทราบกันดี อาทิ ผู้บังคับบัญชาเร่งรัดหวังสร้างผลงาน ไปกดดันให้ฝ่ายสืบสวนเร่งดำเนินการ หรือคดีที่ผู้มีอิทธิพลวงการต่างๆ เข้าไปเกี่ยวข้อง จนผู้ปฏิบัติถูกกดดันจากผู้บังคับบัญชาระดับสูงให้ช่วยเหลือ ทำให้มีโอกาสพลาดอยู่บ่อยครั้ง

สาเหตุดังกล่าวขึ้นอยู่กับผู้บังคับบัญชาแต่ละสมัยว่าจะสนองตอบกันแบบไหน แต่สาเหตุที่จัดว่าเป็นปัญหาอมตะนิรันดร์กาลคือ ปัญหางบประมาณและกำลังพลที่แบกรับภาระงานสืบสวนและสอบสวน ยังขาดแคลนอย่างหนัก

โดยเฉพาะพนักงานสอบสวนแบกรับการทำสำนวนตั้งแต่ต้นจนสรุปสำนวนส่งให้อัยการ มีจำนวนไม่เพียงพอ แถมค่าตอบแทนการทำสำนวนไม่พอเลี้ยงชีพ ขาดผู้ช่วย ขาดเครื่องมือและอุปกรณ์ที่จำเป็น และพนักงานสอบสวนหลายโรงพักมีจำนวนไม่เพียงพอ ถึงขั้นเครียดอยู่ในภาวะซึมเศร้า มีจำนวนไม่น้อย

นอกจากนี้มีข้อมูลอยู่ชุดหนึ่ง ช่วงปี 2566-2567 คดีออนไลน์เพิ่มจำนวนมากมหาศาล เฉลี่ยวันละ 800 คดี รวมปีละเกือบ 300,000 คดี พนักงานสอบสวนคนหนึ่งต้องรับผิดชอบ 200-300 คดี/ปี ทั้งที่มาตรฐานไม่ควรเกิน 70 คดี ช่วงปี 2568-2569 น่าจะเพิ่มขึ้นกว่าเดิม ขณะที่ตำแหน่งพนักงานสอบสวนทั่วประเทศ 18,000 ตำแหน่ง แต่มีคนทำงานจริงเพียง 12,000 คน ขาดแคลนถึง 6,000 คน

ปัญหาเหล่านี้ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ขับเคลื่อนและแก้ไขมาตลอดตั้งแต่เข้ารับตำแหน่ง และช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา แต่งตั้ง พล.ต.อ.นิรันดร เหลือมศรี รอง ผบ.ตร.อาวุโสอันดับ 1 ฝ่ายกฎหมาย เป็นผู้อำนวยการศูนย์บริหารและพัฒนางานสอบสวน ตร. ให้ขับเคลื่อนแก้ไขปัญหางานสอบสวนทั้งระบบ

พล.ต.อ.นิรันดร ได้จัดทำแผนบริหารงานบุคคลของสายงานสอบสวนไว้โดยเฉพาะ ให้เป็นแผนทุกระยะ 5 ปี กำหนดแนวทางการสรรหาพนักงานสอบสวน (ทั้งเพิ่มและทดแทน) พร้อมกำหนดกรอบอัตราของพนักงานสอบสวนในแต่ละสถานีให้สอดคล้องกับสภาพอาชญากรรมทุกประเภท ทั้งออนไลน์และออนกราวด์ ที่เกิดขึ้นจริงในสถานที่นั้นๆ เป็นการรองรับปริมาณงานและสามารถอำนวยความยุติธรรมให้ประชาชนในพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ

นับแต่มีคำสั่งออกมา พล.ต.อ.นิรันดร ได้ขับเคลื่อนงานมีความคืบหน้าไปมาก ทั้งปรับโครงสร้างตำแหน่งงานสืบสวนสอบสวน รวมถึงปลุกขวัญกำลังใจให้กับพนักงานสอบสวนด้วยการหาช่องเพิ่มรายได้ให้สามารถดำรงชีพอยู่ได้ ซึ่งแนวทางที่ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ และ พล.ต.อ.นิรันดร วางไว้เพื่อพัฒนาต้นธารกระบวนการยุติธรรมให้บรรลุเป้าหมาย จะให้องค์กรตำรวจขับเคลื่อนเพียงลำพังโดยไม่มีงบประมาณจากรัฐบาลหนุนช่วยอย่างเต็มที่ จะพัฒนาได้แค่ครึ่งเดียว

ดังนั้น เมื่อนายอนุทินไม่อยากเห็นความอัปยศอดสูในกระบวนการยุติธรรม ที่มีผู้บริสุทธิ์ตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมจำนวนมาก สามารถทำได้ทันทีด้วยการนั่งหัวโต๊ะวางแผนประชุมขับเคลื่อนงานสืบสวนสอบสวนทั้งระบบ สนับสนุนงบประมาณปี 2570 ตามที่ ตร. เสนอ
เชื่อว่าไม่เกินปลายปี 2569 ความอัปยศอดสูจะถอยห่างจากกระบวนการยุติธรรมแน่นอน เว้นแต่ว่าความอัปยศอดสูที่นายอนุทินพูดในฐานะประธานเปิดงาน เป็นแค่วาทกรรมที่พูดให้ดูโก้เก๋เท่านั้น!!!