“หมอวรงค์” ออกปากชม “ทักษิณ” รับโทษตามกฎหมาย ลั่นหมดหน้าที่แล้ว จับตาบทเรียนการเมือง

86

“หมอวรงค์” ออกปากชม “ทักษิณ” รับโทษตามกระบวนการ ลั่นหมดหน้าที่ตัวเองแล้ว ไม่ติดใจอดีต ชี้ออกจากคุกลามมีผลการเมืองแน่ รอจับตา “เจ้าตัว” จะรู้บทเรียนหรือไม่ ขณะกลุ่มศูนย์รวมประชาชนฯ ยื่นหนังสือขอสภาผลักดัน ยกเลิก “เงินบำนาญ-เอกสิทธิ์-จำนวนผู้ช่วย“ สส. และ สว.

นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยภักดี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้รับการพักโทษ และจะออกจากเรือนจำในวันที่ 11 พ.ค.นี้ ว่า สิ่งที่เกิดกับนายทักษิณ เป็นการกระทำผิดกฎหมาย และใช้อภิสิทธิ์เหนือประชาชน อ้างว่าเจ็บป่วยไม่ยอมติดคุก จนมีการต่อสู้ของภาคประชาชน จนศาลมีคำพิพากษาให้กับไปจำคุก ดังนั้นการที่นายทักษิณได้จำคุกมาแล้ว 8 เดือน ก็ถือว่าเขาได้ปฏิบัติตามกฎกระทรวงแล้ว สามารถได้รับการพักโทษ เป็นสิทธิ์ที่นายทักษิณ และคนอื่นๆควรจะได้รับ ส่วนตนเองโอเค เพราะยึดหลักความถูกต้อง และกฎหมาย ในเมื่อเขารับผิดและติดคุกแล้ว ก็ต้องชื่นชมเขา แต่หลังจากนี้ก็เป็นเรื่องของนายทักษิณที่จะต้องวางแผนอนาคตของตัวเอง

ส่วนการที่นายทักษิณออกจากเรือนจำจะส่งผลต่อการเมืองอย่างไรบ้าง นพ.วรงค์ กล่าวว่า หากดูการระดมมวลชน ที่มีการแจกลอตเตอรี่และเชิญชวนให้มาต้อนรับการออกจากคุก เป็นการสะท้อนว่านายทักษิณยังไม่ทิ้งการเมือง แต่เขาก็ไม่ผิดเพราะมีสิทธิ์ที่จะทำ แต่การทำแบบนี้ตนอยากให้ตระหนักถึงอดีตที่ผ่านมา อะไรที่ทำผิดพลาดก็ควรจะรับรู้ว่าอะไรควรทำหรือไม่ควรทำ ส่วนจะมีผลต่อการเมืองหรือไม่ หากเคารพกติกา มีปัญหา ทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมายก็ไม่มีปัญหา จะทำอะไรก็ทำ แต่เมื่ออายุเยอะกันแล้ว ก็ควรจะรู้บทเรียนว่า ปัญหาเกิดจากการไม่เคารพกฎหมาย จนเกิดความแตกแยกในสังคม ทั้งนี้มองว่ามีผลต่อการเมืองแน่นอน แต่จะหนักหรือน้อยอยู่ที่เขายั้งมือแค่ไหน

ขณะตอนนี้มีอะไรติดใจที่จะไปยื่นร้องเรียนหรือไม่ นพ.วรงค์ กล่าวว่า ตั้งแต่ศาลมีคำพิพากษาให้นายทักษิณต้องจำคุก ตนก็ถือว่าหมดหน้าที่แล้ว แทบจะไม่แสดงความคิดเห็นใดๆเกี่ยวกับนายทักษิณเลย เพราะทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการ ตนก็เคารพนายทักษิณที่เคารพคำตัดสินของศาล เขาทำหน้าที่ของเขาได้ดีแล้ว ตนก็ชื่นชม แต่หากมีการกระทำผิดกฎหมายอีกในอนาคต ไม่ใช่แค่นายทักษิณแต่รวมถึงรัฐบาลและคนอื่นๆ ตนก็จะต่อสู้เพื่อปกป้องหลักนิติรัฐนิติธรรม

ขณะเดียวกัน กลุ่มศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบัน ยื่นหนังสือต่อ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคไทยภักดี เพื่อขอช่วยผลักดันให้สภาผู้แทนราษฎร พิจารณาดำเนินการเกี่ยวกับสถานะ สิทธิประโยชน์ งบประมาณ และความรับผิดชอบของสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภา จำนวน 3 ประเด็น คือ 1. ขอให้ยกเลิกบำนาญ 2.ขอให้ยกเลิกเอกสิทธิ์คุ้มครอง และ 3.ลดจำนวนผู้ช่วย ทั้ง สส. และ สว.จาก 8 คน เหลือ 3 คน

โดยนายอานนท์ กลิ่นแก้ว ประธานศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบัน กล่าวว่า เพื่อเป็นการรักษาผลประโยชน์ประชาชนของประชาชน ประเทศชาติ ซึ่งเห็นว่า สส.และ สว. เป็นตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งไม่ใช่ข้าราชการประจำ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ที่ปฏิบัติงานต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน ซึ่งการมีเงินบำนาญ หรือสิทธิประโยชน์หลังพ้นตำแหน่ง อาจสร้างความรู้สึกที่ไม่เป็นธรรม ในสายตาประชาชน โดยเฉพาะช่วงที่ประเทศ ยังมีภาระงบประมาณ และประชาชนจำนวนมากประสบปัญหาทางเศรษฐกิจ

ขณะที่เรื่องเอกสิทธิ์ ปัจจุบัน สส. และ สว.หลายคน ต้องคดี เช่น คดี ม.112 หรือคดีฟอกเงิน ซึ่งการมีเอกสิทธิ์ อาจถูกใช้เป็นช่องทางหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบทางกฎหมาย โดยการทำหน้าที่ของ สส. และ สว. ควรอยู่ภายใต้ความกล้าหาญ ความสุจริต และความรับผิดชอบ ไม่ใช่อาศัยเอกสิทธิ์ปกป้องตนเอง จากการตรวจสอบของประชาชน หรือกระบวนการยุติธรรม

ส่วนเรื่องจำนวนผู้ช่วย สส. และ สว. เห็นว่า ควรทบทวนให้เหมาะสม กับภาระงบประมาณของประเทศ จากเดิมที่มีมีอยู่ 8 คนให้เหลือ 3 คน เพื่อความคุ้มค่าในการใช้งบประมาณ ซึ่งงบประมาณดังกล่าว สามารถประหยัดได้ และควรถูกนำไปใช้ในภารกิจที่จำเป็น เช่น เพิ่มเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ เพิ่มค่าอาหารกลางวันเด็กนักเรียน ซึ่งมองว่า จะเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ทางการเมือง

ด้าน นพ.วรงค์ กล่าวว่า กรณีที่ขอให้ยกเลิกบำนาญทั้งของ สส. และ สว. รวมไปถึงการลดจำนวนผู้ช่วยของ สส. และ สว. เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับกองทุนของอดีตผู้ดำรงตำแหน่ง สส. และ สว. ซึ่งไม่เพียงแต่ภาคประชาชนที่มายื่นเรื่องผ่านตนในวันนี้ แต่เชื่อว่า พี่น้องคนไทยก็ไม่มีใครเห็นด้วย ที่จะต้องให้ประชาชนมาเลี้ยงดู ทั้ง สส. และ สว. เมื่อตนเองไม่ได้ดำรงตำแหน่งตลอดชีวิต

ดังนั้นตนจะรับเรื่องนี้ไว้ และช่วงบ่ายวันนี้จะมีวาระพิจารณาในสภา เรื่องการแต่งตั้งคณะกรรมการชุดใหม่ ซึ่งตนก็จะอภิปราย และฝากสาระสำคัญให้คณะกรรมการดังกล่าวพิจารณาในการยกเลิกเงินบำนาญ สส. และ สว. แต่การลดจำนวนผู้ช่วย สส. และ สว. จาก 8 คน เหลือ 3 คน จะเป็นอีกระเบียบวาระหนึ่ง เช่นเดียวกันกับการยกเลิกเอกสิทธิ์ สส. และ สว. ก็เป็นเรื่องของกฎหมายรัฐธรรมนูญ ซึ่งเมื่อถึงวาระยกเลิกกฎหมายรัฐธรรมนูญ แต่ตนจะรับเรื่องไว้ทั้งหมด และเมื่อถึงวาระการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตนก็จะเป็นปากเป็นเสียง ในการพิจารณาเรื่องเหล่านี้ พร้อมย้ำว่า ตนจะสู้เต็มที่ เพราะไม่ต้องการให้ผู้แทนของประชาชน มาเอาเปรียบประชาชน ซึ่งตนถือว่า ผู้แทนของประชาชน อาสาเข้ามาดูแลประชาชน ไม่ใช่ต้องให้ประชาชนมาเลี้ยงดูจนตาย ซึ่งเป็นการเอาเปรียบประชาชนเกินไป