สอวช. จับมือ สจล. และพันธมิตรภาคเอกชน เปิดเวที The Reverse Innovation Summit โชว์ผลงาน 12 ทีมนวัตกรรม ขับเคลื่อนระบบนิเวศนวัตกรรมไทยด้วยกลไก Reverse Pitching

เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2569 สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ร่วมกับสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) และพันธมิตรภาคเอกชน ได้แก่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน), เซ็นทรัล รีเทล ดิจิทัล และธนาคารกรุงไทย จัดงาน “The Reverse Innovation Summit” ณ อาคาร SIAMSCAPE กรุงเทพฯ เพื่อเปิดเวทีแสดงผลงานนวัตกรรมจากนักวิจัยและสตาร์ทอัพ 12 ทีม ที่ผ่านกระบวนการบ่มเพาะเชิงลึกภายใต้โครงการ “The Reverse Innovation Journey” โมเดลต้นแบบสำหรับการพัฒนานวัตกรรมด้วยกลไก Reverse Pitching ที่เชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างบริษัทขนาดใหญ่และสตาร์ทอัพเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ โดยมีมหาวิทยาลัยเป็นตัวกลางประสานความร่วมมือ

ดร.สุรชัย สถิตคุณารัตน์ ผู้อำนวยการ สอวช. กล่าวในพิธีเปิดว่า ภารกิจสำคัญของ สอวช. คือการออกแบบกลไกที่สามารถปิดช่องว่างในระบบนิเวศนวัตกรรมได้จริง โดยเฉพาะช่องว่างระหว่างโลกของการวิจัยและความต้องการของภาคอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้นวัตกรรมไทยยังไม่สามารถสร้างผลกระทบเชิงพาณิชย์ได้อย่างเต็มศักยภาพ
โครงการ The Reverse Innovation Journey จึงถูกพัฒนาขึ้นในฐานะกลไกต้นแบบที่พลิกวิธีคิดจากการพัฒนานวัตกรรมแบบ Supply-Driven มาสู่การเริ่มต้นจากความต้องการที่แท้จริงของตลาด ผ่านกระบวนการหลักสองส่วน ได้แก่ กลไก Reverse Pitching ที่ให้องค์กรขนาดใหญ่เป็นผู้บอกโจทย์ความต้องการ ช่วยลดความเสี่ยงให้สตาร์ทอัพและนักวิจัยในการพัฒนานวัตกรรมให้ตรงกับความต้องการจริง พร้อมเปิดโอกาสเข้าสู่ Value Chain ของอุตสาหกรรมหลักได้ทันที และกลไก Collaborative Bootcamp ที่เป็นกระบวนการบ่มเพาะเชิงลึกเพื่อเสริมทักษะด้านธุรกิจ ทั้งทรัพย์สินทางปัญญา โมเดลธุรกิจ และทักษะการเจรจาต่อรอง เพื่อเปลี่ยนนักวิจัยและนักศึกษาให้กลายเป็นผู้ประกอบการฐานนวัตกรรม (Innovation Driven Enterprise: IDE) ที่ทำงานร่วมกับภาคอุตสาหกรรมได้อย่างมืออาชีพ
ดร.สุรชัย ย้ำว่าการรวมตัวของทุกภาคส่วนในงานครั้งนี้สะท้อนทิศทางการพัฒนานวัตกรรมของประเทศใน 3 ประเด็น ได้แก่ 1. การสร้างนวัตกรรุ่นใหม่ที่มีทั้งทักษะเทคโนโลยีและทักษะธุรกิจ 2. การเชื่อมโจทย์จริงของภาคอุตสาหกรรมเข้ากับกระบวนการพัฒนานวัตกรรม และ 3. การยกระดับบทบาทมหาวิทยาลัยจากสถาบันการศึกษาสู่ Strategic Intermediary ที่เชื่อมโยงนวัตกรเข้ากับภาคธุรกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม

รศ. ดร.คมสัน มาลีสี อธิการบดี สจล. กล่าวว่า โครงการ The Reverse Innovation Journey ถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาระบบนิเวศนวัตกรรมไทย เพราะเป็นครั้งแรกที่บริษัทขนาดใหญ่จากภาคธุรกิจเป็นผู้เสนอปัญหาและความต้องการที่แท้จริง แล้วจึงเปิดโอกาสให้นักวิจัยและสตาร์ทอัพเข้ามาร่วมกันสร้างสรรค์ทางออก กระบวนการดังกล่าวไม่เพียงลดช่องว่างระหว่างงานวิจัยและการนำไปใช้จริง แต่ยังวางรากฐานสู่การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมที่ยั่งยืน
ในงาน The Reverse Innovation Summit นักวิจัยและสตาร์ทอัพทั้ง 12 ทีมได้นำเสนอผลงานต่อคณะกรรมการและแขกผู้มีเกียรติ โดย 6 ทีมที่โดดเด่นที่สุดในการนำนวัตกรรมไปพัฒนาต่อยอดร่วมกับภาคอุตสาหกรรมจนเกิดผลลัพธ์เป็นรูปธรรม ได้รับโล่รางวัล “Distinguished Innovation Team” จาก สอวช. สจล. และพันธมิตรบริษัทขนาดใหญ่นอกจากนี้

ยังมีสัมมนาพิเศษจาก Ms. Sonia Ng ผู้ก่อตั้งสตาร์ทอัพจากประเทศมาเลเซีย ที่จะแบ่งปันประสบการณ์จริงด้านการสร้างสตาร์ทอัพและการระดมทุนในระดับสากล รวมถึงการเสวนาพิเศษ เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์การเรียนรู้เกี่ยวกับความร่วมมือระหว่างบริษัทขนาดใหญ่และสตาร์ทอัพ โดยมีมหาวิทยาลัยเป็นตัวกลาง มีผู้ร่วมเสวนาเป็นตัวแทนจากภาคส่วนสำคัญที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ นางสาวมนันยา ชุณหวุฒิยานนท์ ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส ฝ่ายนโยบายนวัตกรรมเพื่อพัฒนาผู้ประกอบการ สอวช. น.สพ. ดร.สนัด วงศ์ทวีทอง ผู้จัดการกองทุน TED Fund นายจิระภัทร์ เยาว์วัชสกุล ผู้อำนวยการสถาบันนวัตกรรมและบ่มเพาะธุรกิจ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) นายโกวินทร์ กุลฤชากร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายนวัตกรรม เซ็นทรัล รีเทล ดิจิทัล และนายกิติพงศ์ มุตตามระ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย ดำเนินการเสวนาโดย ผศ. ดร.รัชนี กุลยานนท์ รองอธิการบดีฝ่ายนวัตกรรมและความร่วมมือระหว่างประเทศ สจล. และ ดร.อภิวัฒน์ ทองประเสริฐ กรรมการผู้จัดการ บริษัท วิสอัพ จำกัด

หลังการทดลองนำร่องโครงการ สอวช. มีแผนนำบทเรียนจากกลไกต้นแบบนี้ไปขยายผลร่วมกับภาคีในระบบนิเวศนวัตกรรม รวมถึงกองทุนพัฒนาผู้ประกอบการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (TED Fund) เพื่อพัฒนากลไกสนับสนุนให้เกิดขึ้นอย่างเป็นระบบและสร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจนวัตกรรมในวงกว้างยิ่งขึ้น
“เราเชื่อมั่นว่านวัตกรกลุ่มนี้จะเป็นทรัพยากรที่มีค่าและสร้างคุณค่าให้กับภาคอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจของประเทศในระยะต่อไป” ดร.สุรชัย กล่าวทิ้งท้าย

