สกู๊ปพิเศษ : ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์พันธุ์ใหม่ปลูกที่ราบลุ่มได้ ดันผลผลิตพุ่งเท่าตัว ลดนำเข้า สร้างรายได้เกษตรกร

134

จากปัญหาผลผลิตไม่เพียงพอ สู่ความหวังใหม่ของเกษตรกรไทย เมื่อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์พันธุ์ “ยูพี242–ยูพี227” ปลูกได้ทั้งที่สูงและนาราบลุ่ม ให้ผลผลิตสูงถึง 1,600 กก./ไร่ เปิดทางลดการนำเข้า พร้อมสร้างอาชีพเสริมหลังฤดูทำนา

ท่ามกลางความท้าทายของภาคเกษตรไทย ที่ต้องเผชิญกับต้นทุนสูงและผลผลิตไม่เพียงพอต่อความต้องการ “ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์” กำลังกลายเป็นอีกหนึ่งพืชเศรษฐกิจสำคัญที่ถูกจับตามอง โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่อุตสาหกรรมปศุสัตว์ขยายตัวต่อเนื่อง ส่งผลให้ความต้องการใช้วัตถุดิบอาหารสัตว์เพิ่มสูงขึ้นทุกปี

ปัจจุบันประเทศไทยมีความต้องการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มากกว่า 9 ล้านตันต่อปี แต่กลับผลิตได้เพียงกว่า 4 ล้านตัน หรือไม่ถึงครึ่งหนึ่งของความต้องการทั้งหมด ทำให้ต้องพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

จากโจทย์ดังกล่าว นำไปสู่การวิจัยและพัฒนาพันธุ์ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์รูปแบบใหม่ โดยมหาวิทยาลัยพะเยา ภายใต้การสนับสนุนทุนเชิงยุทธศาสตร์ต่อเนื่องกว่า 3 ปี ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และขยายพื้นที่เพาะปลูกให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการ “ปลดล็อกข้อจำกัด” ของพื้นที่เพาะปลูก

หัวใจสำคัญของการวิจัยคือการพัฒนาข้าวโพด 2 สายพันธุ์ ได้แก่ “ยูพี227” สำหรับพื้นที่สูง และ “ยูพี242” ซึ่งถือเป็นนวัตกรรมสำคัญ เพราะสามารถปลูกในพื้นที่นาราบลุ่มได้สำเร็จ แตกต่างจากข้าวโพดทั่วไปที่ต้องปลูกในพื้นที่ดอนเท่านั้น

ผลจากการทดลองภาคสนามในพื้นที่อำเภองาว จังหวัดลำปาง พบว่า ข้าวโพดพันธุ์ใหม่ให้ผลผลิตสูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศอย่างชัดเจน โดยค่าเฉลี่ยผลผลิตของไทยอยู่ที่ประมาณ 700–800 กิโลกรัมต่อไร่ แต่พันธุ์ใหม่สามารถให้ผลผลิตสูงถึง 1,600 กิโลกรัมต่อไร่ หรือเพิ่มขึ้นเกือบ 100% และในบางแปลงทดลองให้ผลผลิตเฉลี่ยอยู่ที่ 1,300 กิโลกรัมต่อไร่

นอกจากผลผลิตที่เพิ่มขึ้นแล้ว พันธุ์ดังกล่าวยังมีจุดเด่นในเรื่องความทนทานต่อโรคและสภาพแห้งแล้ง ทำให้เหมาะกับสภาพภูมิอากาศที่ผันผวนในปัจจุบัน อีกทั้งยังสามารถปลูกต่อเนื่องหลังฤดูทำนา ช่วยให้เกษตรกรมีรายได้เสริมจากพื้นที่เดิมโดยไม่ต้องปล่อยที่ดินว่างเปล่า

ในด้านการผลิตเมล็ดพันธุ์ พบว่าสามารถให้ผลผลิตได้ถึง 550 กิโลกรัมต่อไร่ แต่ประเทศไทยยังสามารถผลิตได้เพียงครึ่งหนึ่งของความต้องการ ที่เหลือต้องพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศ สะท้อนให้เห็นว่าการพัฒนาเมล็ดพันธุ์ยังคงเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องเร่งผลักดัน

ปัจจุบันโครงการดังกล่าวได้มีการขยายพื้นที่ปลูกแล้วประมาณ 500–600 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ในจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย ลำปาง น่าน พะเยา และมีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง หากสามารถต่อยอดสู่ระดับประเทศได้ จะช่วยเพิ่มปริมาณผลผลิต ลดการนำเข้า และยกระดับความมั่นคงทางอาหารของประเทศในระยะยาว

โดย ทีมข่าวเกษตร สำนักข่าวไทยแทบลอยด์