ครั้งที่แล้ว”จอมมารน้อย”ทิ้งท้ายบทความนำเสนอเกี่ยวกับความไม่สงบในพื้นที่ ปัตตานี ยะลา นราธิวาสและ 4 อำเภอของสงขลา คือ จะนะ เทพา นาทวีและสะบ้าย้อย ว่าอยากให้บรรยากาศการดำรงชีวิตของชาวบ้านก่อนปี 2547 กลับมาเหมือนเดิมหรือขอสักครึ่งของอดีตคงจะดี

ซึ่งเป็นความคาดหวังหลังจากเห็นแอคชั่นของ พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 มีเสียงตอบรับสนับสนุนจากชาวพุทธและมุสลิม อย่างล้นหลาม บวกกับวาทของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย บอกว่าจะไม่ปล่อยให้ความสวยงามของ ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส เป็นจุดแข็งเก็บไว้ในซอกกำแพงอีกต่อไป
จึงขอย้อนภาพความทรงจำก่อนที่ไฟใต้ปะทุ จากเหตุคนร้ายกว่า 100 คน บุกปล้นค่ายทหาร พื้นที่ อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส ยึดปืนไปกว่า 413 กระบอก เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2547 บรรยากาศค่อนข้างสงบชาวบ้านทั้งพุทธและมุสลิม ทุกชุมชนดำรงชีวิตแบบพึ่งพา เอื้อเฟื้อต่อกัน ทำการเกษตรประเภทสวนยางพารา สวนผลไม้ และเลี้ยงสัตว์ เป็นหลัก
ช่วงเก็บเกี่ยวผลผลิตจะมีผลไม้อย่างหลากหลาย อาทิ ทุเรียน มังคุด เงาะ ลางสาด และลองกอง จะนำไปวางตามตลาดเขตเมือง รวมถึงมีพ่อค้าจากต่างถิ่นเข้าไปซื้อถึงสวน และที่พิเศษคือลองกอง จากตันหยงมัส อ.ระแงะ นราธิวาส รสชาติอร่อยเป็นที่ต้องการของตลาดและมีราคาแพง เจ้าของสวนบรรจุกล่องส่งขายทั่วประเทศ ผลผลิตทางการเกษตรสร้างรายได้ให้กับพุทธและมุสลิม มีฐานะความเป็นอยู่ที่ดี และช่วงนั้นภาพกิจกรรมที่ปรากฏให้เห็นถึงความเอื้อเฟื้อและสามัคคี จะร่วมงานบุญกันแบบไม่ขาดตกบกพร่อง งานศพชาวพุทธจะมีชาวมุสลิมมาร่วมไว้อาลัย งานศพชาวมุสลิมจะมีชาวพุทธร่วมไว้อาลัย รวมถึงงานแต่งลูกหลาน จะเห็นการแต่งกายที่กลมกลืนกัน ตามประเพณีของแต่ละศาสนา
ขณะที่บรรยากาศในเขตเมืองหรือเขตเทศบาลมีความคึกคักเป็นพิเศษ อาจเป็นเพราะผลงานของรัฐบาลนายทักษิณ ชินวัตร ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจโตแบบก้าวกระโดด ส่งผลให้การค้าขายในพื้นที่ 3 จังหวัดคึกคักไปด้วย โดยเฉพาะธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ขอยกตัวอย่างเขตเทศบาลนครยะลา แค่เริ่มว่ามีโครงการสร้างบ้านจัดสรรหรือตึกแถว จะได้รับความสนใจจากชาวบ้านเข้ามาติดต่อขอซื้อ หลายโครงการแค่ตอกเสาเข็ม ขายหมดทุกหลังแล้วแถมให้ราคาสูง อาทิ ตึกแถวในเขตเทศบาลนครยะลาสูงถึงห้องละ 3-4 ล้านบาท ส่วนที่ ปัตตานีและนราธิวาส มีความคึกคักที่ไม่แตกต่างกันเลย แต่ปัจจุบันเหลือห้องละไม่เกิน 2 ล้าน
ยิ่งถ้าใครมีโอกาสเดินทางไปท่องเที่ยวช่วงเช้าจะได้สัมผัสรสชาติอาหาร จีน ไทย และมุสลิม โดยเฉพาะใน เขตเทศบาลนครยะลาและเบตง ร้านติ่มซำจะมีนักท่องเที่ยวเข้าคิวรอรับประทาน เช่นเดียวกันร้านน้ำชาชาวมุสลิม มีอาหารให้เลือกอย่างหลากหลาย อาทิ โรตีแกง มะตะบะและข้าวหมกไก่ เป็นต้น
ช่วงเทศกาลนักท่องเที่ยวทั้งไทย มาเลเซีย และสิงคโปร์ จะเดินทางมาท่องเที่ยวและสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แน่นขนัด ทั้งสักการะหลวงพ่อทวด วัดช้างให้ ศาลเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวที่อยู่คู่กับมัสยิดกรือเซะ เป็นต้น รวมถึงบรรยากาศชายหาดทั้งปัตตานี และนราธิวาส ผู้คนจะคึกคักเช่นกัน
ที่ยกมาเป็นเพียงบางส่วนของภาพจำเมื่อ 20 ปีที่ผ่านมา ที่ค่อยๆจางหายไปเพราะเหตุความไม่สงบที่ฉุดทุกองคาพยพดิ่งเหว โดยมีงบประมาณนับหมื่นล้านแสนล้านเข้ามาแทนที่แล้วไหลไปตุงเข้ากระเป๋านักการเมือง ทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครองและข้าราชการเกือบทุกหน่วย ปล่อยให้ชาวบ้านอยู่ตามยถากรรมคอยรับเศษเงินที่ภาครัฐตัดเฉือนแล้วโยนให้
หากถามว่าช่วงก่อนปี 2547 มีกลุ่มก่อการร้ายเคลื่อนไหวหรือไม่ ชาวบ้านจะตอบได้เต็มปากเต็มคำว่ามี แต่เคลื่อนไหวลักษณะเสนอแนวคิดเน้นความสงบมากกว่าที่จะก่อเหตุรุนแรง ตามหมู่บ้านที่อยู่ตามแนวชายแดนมากกว่าในเขตเมือง
สำหรับสาเหตุความไม่สงบที่ปะทุขึ้น ชาวบ้านในพื้นที่มีความเห็นที่หลากหลายแต่ที่เห็นตรงกันคือรัฐบาลสั่งยุบศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้(ศอ.บต.)ก่อตั้งมาหลายปี โครงสร้างบริหารประกอบด้วยตัวแทนฝ่ายการเมือง ผู้นำศาสนา ทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครองและหน่วยราชการ เป็นที่ทราบกันดีว่าศอ.บต.ศูนย์รวมอำนาจที่ควบคุมทุกอย่างมากด้วยผลประโยชน์ทั้งใต้ดินและบนดิน
เมื่อถูกยุบเท่ากับไปทำลายผลประโยชน์ที่กลุ่มคนเหล่านั้นนั่งทับอยู่ เปรียบเสมือนคนเคยนั่งรถเบนซ์แต่วันดีคืนร้ายต้องมานั่งสามล้อถีบ ย่อมมีความไม่พอใจเกิดขึ้น โดยเหตุปล้นค่ายทหารบ่งชี้ได้ว่าคนกลุ่มนี้มีอำนาจและกำลังภายในจริง ถึงกล้าปล้นค่ายทหารยึดปืนเกือบครึ่งพันกระบอก ถ้ามองตามยุทธศาสตร์แม่ทัพต้องถูกประหาร เพราะปล่อยให้ข้าศึกหรือโจรลูบคมเย้ยอำนาจรัฐ
ในที่สุดรัฐบาลต่อมาทนแรงเสียดทานไม่ไหวกลับมาฟื้นศอ.บต.อีกคำรบ มีผลงานคือสูบงบประมาณแต่ไร้ผลงานและผลงานเด่นชัดสุดคือหอบกระเช้าดอกไม้พร้อมเงินบำรุงขวัญปลอบใจทหาร ตำรวจ และชาวบ้านที่เป็นเหยื่อของความไม่สงบ ซึ่งตลอดเวลากว่า 20 ปี ชาวบ้านธรรมดาอย่างพวกเราทั้งพุทธและมุสลิม ตั้งความหวังทุกครั้งเมื่อมีการเปลี่ยนรัฐบาล ผู้บัญชาการทหารบกและแม่ทัพภาคที่ 4 ว่าความไม่สงบในพื้นที่คงได้รับการแก้ไขให้ดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ ไม่ต้องดีเท่ากับก่อนปี 2547 ขอให้ดีขึ้นเพียงครึ่งเดียวเป็นพอ แต่ความคาดหวังเป็นหมันมาโดยตลอด
แต่เมื่อเห็นแม่ทัพภาค 4 ที่อออกมาแอคชั่นถึงขั้นพวกโรงเรียนเอกชน นักการเมือง รวมถึงผู้นำศาลนาบางคนออกมายื่นหนังสือให้นายกรัฐมนตรีย้ายออกนอกพื้นที่ แต่เหมือนไร้ผลเพราะนายกฯยังไม่ขานรับและแม่ทัพภาคที่ 4 เดินทำกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดความหวังว่าจะได้เห็นบรรยากาศก่อนปี 2547 สักครึ่งก็ยังดี !!!


