เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2569 พล.ต.อ.นิรันดร เหลื่อมศรี รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.)เปิดเผยว่าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ บูรณาการความร่วมมือกรมศุลกากรยกระดับฐานข้อมูลและมาตรการป้องกันเชิงรุก การลักลอบขนทอง-เงิน-ช่อดอกกัญชาพ่อกฎหมายศุลกากร นอกจากมีวัตถุประสงค์ทางด้านเศรษฐกิจของรัฐ ในการดูแลการนำเข้า ส่งออก และป้องกันการลักลอบหนีภาษีที่จะทำให้รัฐสูญเสียรายได้แล้วนั้น ยังมีวัตถุประสงค์เพื่อรักษาความมั่นคงปลอดภัยสาธารณะโดยการจำกัดไม่ให้นำเข้าส่งออกของต้องห้าม เช่น ยาเสพติดรวมไปถึงสิ่งที่กระทบต่อความมั่นคงทางการเงินของประเทศ เช่น ทอง เงินตรา กฎหมายศุลกากรจึงได้กำหนดเป็นความผิดและโทษทางอาญาไว้ (ทั้งจำคุกและปรับ) เพื่อเป็นมาตรการป้องปราม แต่กฎหมายเรื่องนี้แตกต่างจากคดีอาญาทั่วไป คือ สามารถระงับคดีที่มีโทษจำคุกและงดการฟ้องได้โดยไม่ต้องเข้าสู่กระบวนการสอบสวนของตำรวจ เมื่อผู้กระทำผิดยินยอมและใช้ค่าปรับตามที่อธิบดีกรมศุลกากรเปรียบเทียบ แต่หากเป็นกรณีที่มูลค่าของกลางสูงกว่า 4 แสนบาท ผู้กระทำผิดต้องยินยอมและใช้ค่าปรับตามที่คณะกรรมการเปรียบเทียบกำหนด คดีจึงจะระงับ

พล.ต.อ.นิรันดร กล่าวอีกว่า ปัจจุบัน คณะกรรมการเปรียบเทียบตาม พ.ร.บ.ศุลกากรฯ ประกอบด้วย นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร , นายพนิต ธีรภาพวงศ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงการคลัง
และ ตนซึ่งรับผิดชอบงานกฎหมายและคดี ซึ่งมีการประชุมพิจารณาเปรียบเทียบคดีตามกฎหมายศุลกากรต่อเนื่องเกือบทุกเดือน ตนได้รับมอบหมายให้เป็นคณะกรรมการเปรียบเทียบนี้ ติดต่อกันเป็นปีที่สอง จึงทำให้ทราบข้อมูลว่า มีชาวไทยและชาวต่างชาติกระทำผิดกฎหมายศุลกากร ลักลอบนำเข้า-ส่งออก สิ่งของต้องห้ามที่อาจมีผลกระทบด้านความมั่นคง จำนวนมาก โดยเฉพาะการนำเงินตราไทยออกไปนอกประเทศเกินจำนวนที่กำหนด โดยไม่แจ้งต่อเจ้าหน้าที่กรมศุลกากร หรือการลักลอบขนทองคำออกไปนอกประเทศ ซึ่งเหล่านี้ถือเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ศุลกากรฯ มีโทษจำคุก 10 ปี แต่ละรายขนเงินหรือทองคำมูลค่าหลายล้านบาท ทำให้เงินและทองคำไหลออกนอกประเทศจำนวนมาก และอาจมีความเป็นไปได้ว่ามีบางรายอาจเกี่ยวข้องกับการฟอกเงินในต่างประเทศการลักลอบขนเงินตรา มักจะตรวจพบที่ด่านชายแดนที่มีพื้นที่ติดคาสิโน ผู้กระทำผิดเป็นประเทศเพื่อนบ้านในกลุ่มอาเซียน ส่วนการลักลอบขนทองมักจะตรวจพบที่สนามบิน ผู้กระทำผิดมักเป็นกลุ่มชาวเอเชียใต้
เมื่อตรวจสอบประวัติมักจะพบว่า ผู้กระทำผิดส่วนใหญ่มีประวัติเดินทางเข้า-ออกประเทศไทยจำนวนหลายครั้ง บางรายมากถึง 70 ครั้ง บางรายเคยมีประวัติกระทำผิดซ้ำในเรื่องเดียวกันมาก่อนอีกด้วยนอกจากลักลอบขนเงินตราและทองคำแล้ว ในระยะหลัง เริ่มพบว่ามีชาวต่างชาติ นำช่อดอกกัญชาออกนอกประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยมีปลายทางในกลุ่มประเทศยุโรป ซึ่งถือเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ศุลกากรฯ เช่นกัน เพราะช่อดอกกัญชาถือเป็นสมุนไพรควบคุมตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข และในหลายประเทศยังถือเป็นยาเสพติดที่เป็นของต้องห้าม ทางกรมศุลกากรจึงมีการตรวจตราเรื่องนี้อย่างจริงจังและพบการกระทำผิดเพิ่มมากขึ้นอย่างไรก็ตาม ความผิดกลุ่มนี้เปิดโอกาสให้สามารถระงับคดีได้ด้วยการเปรียบเทียบโดยอธิบดีกรมศุลกากรหรือคณะกรรมการเปรียบเทียบตามกฎหมายศุลกากร โดยไม่ต้องเข้าสู่กระบวนการสอบสวนดำเนินคดีของตำรวจ ผู้ต้องหาส่วนใหญ่จึงมักเลือกยินยอมให้เปรียบเทียบเพื่อให้คดีระงับแต่กลับปรากฏว่าผู้ต้องหาหลายคน ยังคงเดินทางเข้า-ออกประเทศไทย และอาจหาโอกาสลักลอบกระทำผิดแบบนี้ซ้ำอยู่อีก

พล.ต.อ.นิรันดรฯ ยังกล่าวว่า ตนเห็นว่า เพื่อเป็นการยกระดับความมั่นคงด้านความปลอดภัยสาธารณะและด้านเศรษฐกิจ จึงได้หารือกับนายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากรให้บูรณการฐานข้อมูลประวัติการกระทำผิดตามกฎหมายศุลกากรของผู้ต้องหากลุ่มนี้ ระหว่าง ตร.และ กรมศุลกากร นำไปใช้ในการป้องกันอาชญากรรมและเฝ้าระวังด้านความมั่นคง โดยส่งข้อมูลและประวัติให้ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) ใช้ในการสืบสวนขยายผล เฝ้าระวังและสกัดกั้นการเดินทางเข้า – ออกราชอาณาจักร โดยหากเป็นชาวต่างชาติ จะพิจารณาให้เป็นบุคคลที่ขึ้นบัญชีBlacklist ตามกฎหมาว่าด้วยคนเข้าเมือง บุคคลกลุ่มนี้จะไม่สามารถเข้ามาประเทศได้อีก แต่หากเป็นคนไทย จะถูกจัดเป็นบุคคลเฝ้าระวัง หรือ Watchlist ซึ่งจะถูกตรวจตราอย่างเข้มงวดในการเข้า-ออกประเทศ เพราะเคยมีประวัติทำผิดกฎหมายศุลกากรมาก่อน

พล.ต.อ.นิรันดรฯ ยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า หลายปีที่ผ่านมา ตร. และ กรมศุลกากร ต่างมีฐานข้อมูลแยกส่วนกันอยู่ ยังไม่เคยบูรณาการฐานข้อมูลร่วมกัน ส่งผลให้ชาวต่างชาติมีโอกาสกลับเข้ามาในประเทศและทำผิดลักลอบนำเข้า-ส่งออกของผิดกฎหมายซ้ำๆได้ แต่ปัจจุบันเมื่อทั้ง 2 หน่วยมีการประสานข้อมูลกันแล้ว จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมายของทั้ง 2 หน่วยได้มากยิ่งขึ้น อีกทั้งมีข้อมูลให้ขึ้นบัญชี blacklist กับชาวต่างชาติกลุ่มนี้ ไม่ให้เดินทางเข้ามาทำผิดในประเทศไทยได้อีก ซึ่งการประสานความร่วมมือเรื่องนี้ เป็นเรื่องที่ริเริ่มขึ้นมาใหม่เมื่อ ได้รับมอบหมายจาก ผบ.ตร. ให้มาเป็นคณะกรรมการเปรียบเทียบฯปัจจุบันกรมศุลกากรได้ประสานข้อมูลและประวัติการกระทำผิดเรื่องลักลอบขนเงินตรา ทองคำ และช่อดอกกัญชา มาให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ รวมแล้ว 114 ราย เป็นชาวต่างชาติ 86 ราย ชาวไทย 28 ราย สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองตรวจสอบแล้วเข้าเงื่อนไขและขึ้นบัญชี blacklist ชาวต่างชาติตามรายชื่อดังกล่าวทั้ง 86 ราย ส่วนคนไทยจะจัดไว้ในกลุ่มบุคคลเฝ้าระวัง หรือ watchlist โดยทาง สตม. และ กรมศุลกากร จะเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจตราสิ่งของติดตัวของคนไทยที่มีประวัติกลุ่มนี้ เพื่อไม่ให้มีการกระทำผิดอีก
พล.ต.อ.นิรันดรฯ ยังกล่าวฝากประชาสัมพันธ์ ให้กับประชาชนที่จะเดินทางเข้า-ออกประเทศ ขอให้ศึกษาสิ่งของต้องห้าม และของต้องสำแดง ตามกฎหมายศุลกากรให้มีความเข้าใจ เพื่อจะได้ไม่นำของที่เข้าข่ายเป็นความผิด หรือของต้องห้ามติดตัวในการเดินทาง เพราะหากถูกตรวจพบ จะต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมายศุลกากรและจะมีประวัติเป็นบุคคลเฝ้าระวังตามของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองได้การบูรณาการฐานข้อมูลเพื่อยกระดับความมั่นคงด้านความปลอดภัยและด้านเศรษฐกิจ ของทั้งสองหน่วยงาน ถือว่าถูกจังหวะ เวลา สอดคล้องกับช่วงสถานการณ์ที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับ ปัญหาสงครามในตะวันออกกลาง และปัญหาเศรษฐกิจโลก

