โรงแรมรัตนโกสินทร์ กรุงเทพฯ, วันที่ 21 เม.ย. – นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สส.แบบบัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ร่วมแสดงวิสัยทัศน์ในงานเสวนาเชิงวิชาการหัวข้อ “สงคราม พลังงาน แรงงานไทย” ที่จัดโดย “มูลนิธิทนง โพธิ์อ่าน” โดยกล่าวถึงพัฒนาการด้านพลังงานของประเทศไทยว่า ระบบพลังงานของไทยมีพัฒนาการมาอย่างยาวนานตั้งแต่ยุคแรกที่ประเทศสามารถผลิตน้ำมันใช้เองได้ โดยยกตัวอย่าง “ปั๊มสามทหาร” ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงสงคราม โดยกองทัพเป็นผู้ผลิตน้ำมัน และนำส่วนที่เหลือออกจำหน่ายให้ประชาชนในราคาถูก ขณะเดียวกันน้ำมันคุณภาพสูงจะมาจากบริษัทต่างชาติ เช่น Esso, Shell และ Caltex ทำให้ในอดีตราคาน้ำมันมีความหลากหลาย ไม่ได้เป็นราคาเดียวเหมือนปัจจุบัน
นายอรรถวิชช์ ระบุว่า ในช่วงหนึ่งประเทศไทยเผชิญวิกฤตราคาน้ำมัน โดยเฉพาะในยุคของรัฐบาล พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ที่ราคาน้ำมันดีเซลปรับตัวสูงขึ้นจนกลายเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ต้องพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ก่อนจะเข้าสู่ยุค พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ซึ่งเป็นช่วงที่ประเทศไทยเริ่มปรับโครงสร้างพลังงาน จากระบบเดิมเข้าสู่ “การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย” หรือ ปตท. ที่รัฐดำเนินการเต็มรูปแบบ พร้อมกันนี้ ประเทศไทยยังเดินหน้าดึงโรงกลั่นน้ำมันจากต่างชาติเข้ามาลงทุนในประเทศ เพื่อรองรับความต้องการใช้พลังงานที่เพิ่มขึ้นตามการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยใช้ราคาน้ำมันอ้างอิงจากตลาดสิงคโปร์ ซึ่งในขณะนั้นถือว่าเหมาะสม แต่ในปัจจุบันมองว่าไม่ควรใช้อีกต่อไป เนื่องจากบริบทเปลี่ยนแปลงไป

รองหัวหน้าพรรค รทสช. ระบุอีกว่า ประเทศไทยมีแหล่งพลังงานของตนเอง ทั้งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ โดยเฉพาะก๊าซในอ่าวไทยที่มีปริมาณมาก แต่ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ จึงต้องพึ่งพาการนำเข้า ปัจจุบัน ไทยนำเข้าน้ำมันดิบหลักจาก สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซาอุดีอาระเบีย และสหรัฐอเมริกา โดยน้ำมันจากตะวันออกกลางต้องผ่าน “ช่องแคบฮอร์มุซ” แต่อิหร่านปิดช่องแคบดังกล่าวตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ส่งผลให้การขนส่งน้ำมันหยุดชะงักเป็นเวลากว่า 1 เดือนครึ่ง และมีแนวโน้มยืดเยื้อเกือบ 2 เดือน ทั้งนี้ การขนส่งน้ำมันจากช่องแคบฮอร์มุซมายังประเทศไทยใช้เวลาประมาณ 2 เดือน ทำให้ผลกระทบจากการปิดเส้นทางจะเริ่มปรากฏชัดในช่วงเดือนพฤษภาคม ซึ่งอาจเกิดภาวะขาดแคลนน้ำมันได้ ซึ่งประชาชนควรติดตามสัญญาณจากภาครัฐ โดยเฉพาะกระทรวงพลังงานและกระทรวงการต่างประเทศอย่างใกล้ชิด ว่าจะสามารถบริหารจัดการนำเข้าน้ำมันได้เพียงพอหรือไม่
ขณะที่การสำรองน้ำมันของไทย ตามกฎหมายกำหนดให้มีสำรองเพียง 25 วัน และเป็นการสำรองโดยภาคเอกชน แม้จะมีการนับรวมปริมาณน้ำมันในระบบทั้งหมด เช่น น้ำมันดิบที่ยังไม่กลั่น น้ำมันระหว่างขนส่ง หรือที่อยู่ในกระบวนการผลิต จนดูเหมือนมีสำรองมากกว่า 100 วัน แต่ในความเป็นจริง ปริมาณที่สามารถนำมาใช้ได้ทันทีมีจำกัด
“ขณะนี้ผ่านไปแล้วกว่า 50 วัน นับตั้งแต่เกิดเหตุปิดช่องแคบฮอร์มุซ ถือว่าใช้เวลาครึ่งหนึ่งของวงจรการขนส่งแล้ว สิ่งที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดคือการนำเข้าน้ำมันล็อตใหม่ ว่าจะเข้ามาทันหรือไม่ เพราะข้อมูลที่ปรากฏมีเพียงว่า มีเรือเข้ามาเพียง 1-2 ลำเท่านั้น” นายอรรถวิชช์ กล่าว พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า แม้จะมีการยืนยันก่อนหน้านี้ว่าน้ำมันยังไม่ขาดแคลน แต่กลับพบปัญหาน้ำมันบางช่วงบางพื้นที่เริ่มขาดในหน้าปั๊มแล้ว ซึ่งสะท้อนถึงปัญหาเชิงโครงสร้างในการบริหารจัดการพลังงานที่ต้องเร่งแก้ไขโดยด่วน

รองหัวหน้าพรรค รทสช. ยังกล่าวถึงปัญหาราคาน้ำมันของไทยในปัจจุบันว่าไม่ได้เกิดจาก “การขาดแคลน” อย่างที่หลายฝ่ายเข้าใจ แต่แท้จริงเป็นผลจาก “การกักตุน” และโครงสร้างราคาที่เอื้อให้ผู้ประกอบการบางกลุ่มสามารถทำกำไรสูงเกินควร โดยเฉพาะระบบการตั้งราคาที่อิงตลาดสิงคโปร์แบบ Spot ซึ่งทำให้ราคาน้ำมันสำเร็จรูปปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงวิกฤตหรือสงคราม ทั้งที่ในความเป็นจริง น้ำมันที่นำมาจำหน่ายในประเทศส่วนใหญ่เป็นสต็อกเก่าที่นำเข้า และขนส่งล่วงหน้าประมาณ 1-2 เดือน จึงมีต้นทุนต่ำกว่าราคาปัจจุบัน แต่กลับถูกขายในราคาที่อิงตลาดโลก ณ ปัจจุบัน ส่งผลให้เกิดส่วนต่างกำไรจำนวนมาก หรือที่เรียกว่า “ลาภลอย” แม้ผู้ประกอบการจะอ้างต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจาก War Premium แต่ต้นทุนดังกล่าวสะท้อนเฉพาะธุรกรรมใหม่ ไม่ใช่ต้นทุนน้ำมันในสต็อกเดิม อีกทั้งยังมีความไม่สอดคล้องทางบัญชี เนื่องจากในการยื่นภาษีจะใช้ต้นทุนจริง แต่ในการขายกลับใช้ราคาตลาดโลกที่สูงกว่า
นอกจากนี้นายอรรถวิชช์ ยังกล่าวถึงกลไกการทำกำไรในระบบ โดยระบุว่า ผู้ประกอบการสามารถคาดการณ์ราคาน้ำมันล่วงหน้า และทยอยซื้อสะสมในแต่ละช่วงราคาที่เพิ่มขึ้นแบบขั้นบันได (Step Pricing) จากนั้นเก็บสต็อกไว้ในคลังหรือเรือขนส่ง และนำมาจำหน่ายในช่วงที่ราคาสูงสุด ยิ่งในช่วงสงคราม ราคาน้ำมันสำเร็จรูปจะปรับตัวสูงเร็วกว่าน้ำมันดิบ ทำให้ส่วนต่างกำไรยิ่งเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ขณะเดียวกัน ยังมีช่องโหว่ในการบริหารจัดการที่เอื้อต่อการเก็งกำไร โดยหากผู้ประกอบการทราบว่าราคาน้ำมันจะปรับขึ้นเป็นระยะ เช่น ทุก 2 วัน ก็สามารถ “หน่วงเวลา” การขนส่งจากเดิม 1 วัน เป็น 2-3 วัน เพื่อรอขายในราคาที่สูงขึ้นได้ ซึ่งประเด็นดังกล่าวอยู่ระหว่างการตรวจสอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI)
โดยนายอรรถวิชช์ เสนอให้ประเทศไทยพิจารณาแนวทางการจัดเก็บ “ภาษีลาภลอย” เช่นเดียวกับ สหราชอาณาจักร เพื่อนำรายได้จากกำไรส่วนเกินของธุรกิจพลังงานกลับมาช่วยเหลือประชาชน พร้อมกันนี้ ยังได้ชี้ให้เห็นความผิดปกติของโครงสร้างราคาน้ำมันไทย โดยยกตัวอย่างกรณีที่นายเอกณัฏฐ์ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน ปรับลดค่าการกลั่นลง 2 บาทในวันแรกที่เข้ารับตำแหน่ง ส่งผลให้ราคาน้ำมันลดจาก 50 บาท เหลือ 48 บาท แต่ในความเป็นจริง ในช่วงเวลาเดียวกัน ราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่นลดลงถึง 13 บาท จาก 56 บาท เหลือ 43 บาท ตามภาวะตลาดโลก แต่ราคาขายปลีกกลับลดลงเพียง 2 บาทเท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้น ยังพบว่าค่าการตลาดเพิ่มขึ้นจาก 1.50 บาท เป็น 10.50 บาท หรือเพิ่มขึ้นถึง 9 บาท ทั้งที่รายได้ของปั๊มน้ำมันตามสัญญาอยู่เพียงประมาณ 75 สตางค์ถึง 1 บาทต่อลิตร ส่งผลให้ประโยชน์ส่วนใหญ่ตกอยู่กับโรงกลั่น ไม่ใช่ผู้ประกอบการปั๊ม
สส.บัญชีรายชื่อ รทสช. ยังตั้งข้อสังเกตว่า แม้จะมีข้อเสนอให้ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน แต่หากไม่มีการกำหนดราคาปลายทางอย่างชัดเจน ก็อาจเกิดการโยกส่วนต่างไปเพิ่มในค่าการกลั่นหรือค่าการตลาดแทน ดังนั้น แนวทางสำคัญคือการใช้ระบบ “Cost Plus” โดยกำหนดราคาจากต้นทุนจริงบวกกำไรที่เหมาะสม พร้อมกำหนดเพดานราคาขาย ซึ่งสามารถดำเนินการได้ภายใต้พระราชบัญญัติกำหนดราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 ที่ให้อำนาจคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการกำหนดราคาสินค้าได้ โดยน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นสินค้าควบคุมลำดับที่ 16 อยู่แล้ว แต่กลับยังไม่มีการนำมาใช้อย่างจริงจัง
นอกจากนี้นายอรรถวิชช์ ยังกล่าวถึงปัญหาการใช้เงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งเป็นเงินจากประชาชน โดยระบุว่า ในบางช่วงมีการอุดหนุนสูงถึง 15-18 บาทต่อลิตร ทั้งที่ในภาวะปกติควรอยู่ที่ประมาณ 2.80 บาทต่อลิตร แต่กลับถูกนำไปอุดหนุนราคาที่อิงตลาดสิงคโปร์ ซึ่งเท่ากับเป็นการสนับสนุนกำไรของโรงกลั่น แทนที่จะใช้เพื่อพยุงระบบในยามขาดทุน

สำหรับโครงสร้างธุรกิจโรงกลั่นของไทยนายอรรถวิชช์ ระบุว่า ปัจจุบันถือว่าอิ่มตัวแล้ว โดยไทยมีโรงกลั่นอยู่ถึง 6 แห่ง ซึ่งเพียงพอต่อความต้องการใช้ในประเทศ และการส่งออก จึงไม่มีความจำเป็นต้องมีโรงกลั่นแห่งใหม่เพิ่มเติม ขณะเดียวกันยังมีข้อจำกัดเชิงกฎหมายและโครงสร้างหน่วยงาน โดยกระทรวงพลังงานซึ่งจัดตั้งขึ้นในปี 2545 ยังใช้กฎหมายหลักด้านน้ำมันจากปี 2543 ที่ไม่เคยปรับปรุง ขณะที่อำนาจในการกำหนดราคาปลายทางกลับอยู่ที่กระทรวงพาณิชย์ ส่งผลให้การบริหารจัดการขาดความสอดคล้อง
ส่วนมาตรการที่รัฐใช้อยู่ในปัจจุบัน เช่น พระราชกำหนดแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 ซึ่งให้อำนาจนายกรัฐมนตรีในการแก้ไขปัญหาภาวะขาดแคลนน้ำมันนั้น เป็นเพียงมาตรการเฉพาะหน้า ไม่ใช่การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างในระยะยาว การปฏิรูปโครงสร้างพลังงานจำเป็นต้องอาศัยความกล้าทางการเมือง เนื่องจากต้องเผชิญแรงต้านจากกลุ่มทุนพลังงาน การทำงานในกระทรวงพลังงานเป็นเรื่องยาก และต้องมีความเด็ดขาดในการตัดสินใจเพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง
ด้าน นายอดิศร โพธิ์อ่าน ประธานมูลนิธิทนง โพธิ์อ่าน ได้กล่าวถึงการจัดงานเสวนาในครั้งนี้ โดยระบุว่า เพื่อรำลึกถึงนายทนง โพธิ์อ่าน นักต่อสู้เพื่อแรงงานและประชาชน พร้อมทั้งชี้ให้เห็นถึงสถานการณ์โลกที่กำลังเผชิญความตึงเครียด โดยเฉพาะความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่มีแนวโน้มลุกลาม และอาจส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อความเป็นอยู่ของประชาชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะผู้ใช้แรงงาน โดยเฉพาะการฉวยโอกาสกักตุนและปรับขึ้นราคาน้ำมันอย่างผิดปกติที่สร้างภาระให้กับประชาชน ขณะที่บางกลุ่มกลับได้รับผลประโยชน์อย่างมหาศาล ซึ่งไม่ควรเกิดขึ้นในภาวะวิกฤตของประเทศ

