ที่รัฐสภา, วันที่ 8 เม.ย. – พรรคร่วมฝ่ายค้าน 3 พรรค ประกอบไปด้วย พรรคประชาชน พรรคกล้าธรรม และพรรคประชาธิปัตย์ ร่วมกันแถลงถึงกรณีร่างพระราชบัญญัติอากาศสะอาด โดยได้แสดงจุดยืนอย่างชัดเจนต่อสถานการณ์วิกฤตมลพิษทางอากาศในประเทศไทย ซึ่งได้ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะปัญหา PM2.5 ที่กำลังคุกคามสุขภาพของประชาชนในวงกว้าง และได้ก้าวเข้าสู่ระดับ “วิกฤตสุขภาพแห่งชาติ” อย่างไม่อาจปฏิเสธได้
ในปัจจุบัน ประชาชนไทยกำลังเผชิญกับการสัมผัสสารพิษในอากาศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็น สารก่อมะเร็ง เช่น PAHs, สารก่อการกลายพันธุ์ และโลหะหนักที่สะสมในฝุ่นละอองขนาดเล็ก โดยเฉพาะประชาชนใน ภาคเหนือตอนบน ซึ่งต้องเผชิญกับค่าฝุ่นสะสมในระดับอันตรายเป็นระยะเวลานาน ส่งผลให้ความเสี่ยงต่อโรคร้ายแรงเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ผลกระทบทางสุขภาพจาก PM2.5 มิได้เป็นเพียงข้อกังวลเชิงทฤษฎี หากแต่ได้รับการยืนยันจากหลักฐานทางวิทยาศาสตร์อย่างชัดเจน ได้แก่ โรคหอบหืด (Asthma) ฝุ่นกระตุ้นการอักเสบของหลอดลม ทำให้อาการกำเริบและหายใจลำบาก, โรคหลอดลมอักเสบเรื้อรัง การสัมผัสฝุ่นระยะยาวทำให้เกิดการอักเสบสะสม, โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (COPD): สมรรถภาพปอดเสื่อมลงอย่างต่อเนื่อง, มะเร็งปอด จากการสะสมของสารก่อมะเร็งในระบบทางเดินหายใจ, โรคหัวใจขาดเลือด และโรคหลอดเลือดสมอง จากการอักเสบของหลอดเลือดและการเกิดลิ่มเลือด, ความดันโลหิตสูง จากผลกระทบต่อระบบประสาทอัตโนมัติ, โรคอัลไซเมอร์ มีหลักฐานเชื่อมโยงกับการเสื่อมของสมอง, โรคเบาหวานชนิดที่ 2 จากกลไกการอักเสบและภาวะดื้อต่ออินซูลิน และผลกระทบต่อทารกในครรภ์ เช่น น้ำหนักแรกเกิดต่ำ และการคลอดก่อนกำหนด
ความน่ากังวลของ PM2.5 ไม่ใช่เพียงสสาร “ฝุ่น” เท่านั้น สิ่งที่ควรให้ความสนใจคือ “สารพิษ” ที่ทำลายสุขภาพของประชาชนตั้งแต่ระดับเซลล์จนถึงระดับสังคม

อย่างไรก็ตาม พรรคร่วมฝ่ายค้านมีความกังวลอย่างยิ่งต่อแนวโน้มที่ ร่างพระราชบัญญัติอากาศสะอาด อาจถูกปัดตกหรือไม่นำเข้าสู่การพิจารณาในสภา โดยมีข้ออ้างเกี่ยวกับ ความซ้ำซ้อนของกฎหมาย, ภาระต่อภาคธุรกิจ, การเพิ่มอำนาจให้ข้าราชการประจำ, พรรคร่วมฝ่ายค้านขอยืนยันว่า ข้อกังวลดังกล่าวไม่อาจเป็นเหตุผลเพียงพอในการปฏิเสธกฎหมายที่มีเป้าหมายเพื่อปกป้องชีวิตและสุขภาพของประชาชน การปล่อยให้กฎหมายฉบับนี้ล่าช้าหรือถูกปัดตก เท่ากับเป็นการยอมรับให้ประชาชนต้องดำรงชีวิตอยู่ท่ามกลางอากาศที่ปนเปื้อนสารก่อมะเร็งและสารพิษต่อไปอย่างไร้การคุ้มครองที่เพียงพอ
พรรคร่วมฝ่ายค้านจึงขอเรียกร้องต่อรัฐบาล ดังนี้ 1. ทบทวนร่างพระราชบัญญัติอากาศสะอาดอย่างรอบด้านและโปร่งใส โดยเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน, 2. ยึดหลักสุขภาพและความปลอดภัยของประชาชนเป็นศูนย์กลาง มากกว่าผลประโยชน์เชิงเศรษฐกิจระยะสั้น, 3. เร่งผลักดันให้เกิดการพิจารณาในสภาโดยไม่ล่าช้า เพื่อให้ประเทศไทยมีเครื่องมือทางกฎหมายในการจัดการมลพิษทางอากาศอย่างเป็นระบบ และ 4. พัฒนากลไกกำกับดูแลที่สมดุล ระหว่างการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืน
ท้ายที่สุด พรรคร่วมฝ่ายค้านขอย้ำว่า “อากาศสะอาดไม่ใช่สิทธิพิเศษ แต่เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนทุกคน” การนิ่งเฉยหรือการปฏิเสธกฎหมายที่จำเป็นในเวลานี้ มิใช่เพียงความล้มเหลวทางนโยบาย แต่คือความล้มเหลวต่อความรับผิดชอบต่อชีวิตของประชาชนทั้งประเทศ พรรคร่วมฝ่ายค้านจะยังคงยืนหยัดในการปกป้องสิทธิด้านสุขภาพของประชาชน และจะติดตาม ตรวจสอบ และผลักดันให้เกิดกฎหมายอากาศสะอาดอย่างต่อเนื่องจนกว่าจะเกิดผลเป็นรูปธรรม

