“พระพยอม” เตือนแรง ปมตีเณรเรื่องเงินปัจจัย “นักบวชต้องจบแบบนักบวช ไม่ใช่นักเลง”

99

จากกรณีเหตุการณ์ฉาวในวงการสงฆ์ หลังผู้ปกครองของสามเณรวัย 12 ปี จำนวน 2 รูป ในพื้นที่ ต.นาข้าวเสีย อ.นาโยง จ.ตรัง เข้าแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.นาโยง กล่าวหาว่าเจ้าอาวาสวัดแห่งหนึ่ง อายุประมาณ 74 ปี ทำร้ายร่างกายสามเณรด้วยการตบศีรษะและทุบหลังภายในหอฉัน เนื่องจากไม่ได้นำเงินปัจจัยจากการบิณฑบาตไปหยอดตู้บริจาคตามคำสั่ง

โดยสามเณร​ ระบุว่า​ เคยถูกใช้ไม้ไผ่ตีจนได้รับบาดเจ็บมาแล้ว ขณะที่พระพี่เลี้ยงและพระภิกษุในโครงการบรรพชาภาคฤดูร้อนกว่า 15 รูป ให้ข้อมูลสอดคล้องกันว่า เจ้าอาวาสมักเดินทวงเงินปัจจัยจากพระและสามเณรทุกรูปหลังกลับจากบิณฑบาต และมีการยึดเงินทำบุญรวมถึงสิ่งของที่ญาติโยมนำมาถวายเก็บไว้เอง ด้านมารดาของสามเณรยืนยันจะดำเนินคดีให้ถึงที่สุด

เบื้องต้นพนักงานสอบสวนรับแจ้งความ ส่งตัวสามเณรเข้าตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลนาโยง พร้อมเร่งตรวจสอบกล้องวงจรปิดภายในวัดเป็นหลักฐาน ขณะที่ผู้สื่อข่าวและฝ่ายปกครองลงพื้นที่ตรวจสอบพบว่ากุฎิเจ้าอาวาสปิดเงียบ ไม่มีผู้ตอบรับ

ล่าสุดวันนี้ (3 เม.ย. 69) เวลา 15.30 น. ผู้สื่อข่าวได้สอบถามความคิดเห็นจาก พระพยอม กลฺยาโณ เจ้าอาวาส วัดสวนแก้ว ซึ่งเปิดเผยว่า เรื่องดังกล่าวควรหาทางออกที่ดีกว่านี้ ไม่ใช่ใช้ความรุนแรงต่อกัน โดยหลักของพระพุทธศาสนาคือ “อนูปาวาโท อนูปฆาโท” คือไม่ว่าร้ายและไม่ทำร้ายกัน ควรตกลงกันตั้งแต่ต้นเรื่องการจัดการเงินปัจจัยว่าจะรวบรวมไว้ที่ใด หากสามเณรต้องการใช้จ่ายก็สามารถเบิกได้ ไม่ควรปล่อยให้เกิดทั้งการดื้อและการใช้ความรุนแรงจนเรื่องบานปลาย พร้อมยกตัวอย่างแนวทางของวัดสวนแก้วที่กำหนดให้เงินปัจจัยจากการบิณฑบาตหรือที่ญาติโยมถวายถูกนำเข้ากองกลางของวัด และพระหรือสามเณรสามารถเบิกใช้ได้เมื่อมีความจำเป็น ซึ่งปฏิบัติมาหลายปีโดยไม่เคยมีปัญหา

พระพยอม​ ยังกล่าวด้วยว่า การบวชระยะสั้นยังเกิดเรื่องรุนแรงได้เช่นนี้ แสดงว่าเป็นปัญหาที่ควรแก้ด้วยสติและแนวทางของนักบวช ไม่ใช่ใช้วิธีแบบนักเลง เพราะเมื่อใช้ความรุนแรงก็ย่อมได้รับผลกลับมา โดยเฉพาะเมื่อเรื่องกลายเป็นข่าวและมีภาพเผยแพร่ออกไป ก็ยิ่งทำให้สถานการณ์ลำบากใจมากขึ้น