ที่รัฐสภา, วันที่ 1 เมษายน – นางสาวชนกนันท์ ศุภศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดแพร่ เขต 1 พรรคภูมิใจไทย อภิปรายญัตติ ขอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาศึกษามาตรการและการบริหารจัดการแก้ไขปัญหาไฟป่า และฝุ่นละออง PM 2.5 อย่างเป็นระบบและยั่งยืน โดยกล่าวว่า ปัจจุบันปัญหาฝุ่น PM 2.5 ในพื้นที่จังหวัดแพร่ กำลังเผชิญอยู่ในขั้นวิกฤต เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นทุกปี และรุนแรงมากขึ้น ซึ่งวัดได้ไม่ต่ำกว่า 170 ในทุกวัน โดยมาตรฐานไม่ควรเกิน 37.5 อย่างไรก็ตามจังหวัดแพร่เคยขึ้นสู่อันดับหนึ่งของประเทศไทยเมื่อปี 2567 ส่งผลกระทบต่อเด็กเล็ก ผู้สูงอายุป่วยเพิ่มขึ้น ค่าใช้จ่ายสุขภาพสูงขึ้น อีกทั้งกระทบเศรษฐกิจโดยเฉพาะการท่องเที่ยว และแรงงาน
ชนกนันท์ ได้กล่าวชื่นชม และให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องที่เสียสละทำงานอย่างหนักไม่ว่าจะเจอทั้งควันไฟ ความร้อน ความเสี่ยง แต่ต้องเอาชีวิตเข้าไปดับไฟ สำหรับ จ.แพร่ มีพื้นที่ป่ามากกว่า 2.6 ล้านไร่ หรือ 65% ของจังหวัด และด้วยภูมิประเทศเป็นแอ่งกระทะเมื่อเกิดไฟป่า ควันไฟก็จะถูกกักในพื้นที่ทั้งจังหวัด ซึ่งต้นเหตุมาจากการเผาด้วยฝีมือคน ปัจจัยหลักคือ การเผาในที่โล่ง ทั้งเผาขยะ เผาหน้าดินเพื่อการเกษตร แม้ว่าจะมีการประกาศให้งดเผาแล้วก็ตาม แต่ยังมีกลุ่มที่ลักลอบเผาอยู่ เช่น การหาของป่าจนทำให้เกิดไฟไหม้ลามในพื้นที่ รวมไปถึงการเผาที่เกิดจากความคึกคะนอง ส่วนการเกษตรชาวบ้านบางรายไม่ได้อยากเผา แต่ไม่มีทางเลือกที่ดีกว่านี้ เพราะไม่มีเครื่องจักร ไม่มีเครื่องมือการจัดการ ซึ่งการเผาเป็นวิธีที่เร็ว และประหยัดต้นทุนมากที่สุด จึงอยากจะขอให้รัฐเร่งสนับสนุนเครื่องจักร และเครื่องมือจัดการเศษวัสดุทางการเกษตรในทุกๆ พื้นที่อย่างทั่วถึง

สส.แพร่ ภูมิใจไทย ระบุว่า เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมากรมการข้าวได้มีการสนับสนุนเครื่องย่อยกำจัดตอซังข้าวแล้วในบางพื้นที่ และขอให้รัฐสนับสนุนการผลิตไฟฟ้าจากชีวมวล โดยเปลี่ยนจากซังข้าวโพดที่พี่น้องเผากันในปัจจุบันให้มีค่าเพื่อลดการเผา และมีรายได้เพิ่มขึ้น การสนับสนุนการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ช่วยลด PM 2.5 ได้โดยตรง จากการเปลี่ยนเศษวัสดุทางการเกษตรให้เป็นปุ๋ยหมัก หรือปุ๋ยอินทรีย์ แทนการเผาทำลาย เพื่อสร้างสังคมเกษตรปลอดการเผาอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ขอให้บูรณาการการทำงานในระดับภูมิภาคเพื่อรับมือกับมลพิษข้ามแดนอย่างจริงจัง พร้อมทั้งเร่งการเจรจา และหาข้อตกลงระหว่างประเทศ เรื่องปัญหาหมอกควันข้ามแดนโดยเร็วที่สุด
ประเด็นที่ 2 การสนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่ โดยต้องให้ความเป็นธรรมกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องแม้ว่าจะทำงานหนักแต่ก็ยังถูกตำหนิอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งเชื่อว่าทุกคนทำเต็มที่ แต่ปัญหาส่วนใหญ่คือเจ้าหน้าที่มักจะไปถึงตอนที่ไฟลุกไหม้ไปแล้ว จึงอยากจะของบประมาณเพื่อเพิ่มทีมเฝ้าระวังเพื่อรับมือได้รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพมากขึ้น อีกทั้งขอสนับสนุนอุปกรณ์ไฟป่าที่ทันสมัยเพื่อพัฒนาเครื่องมือในการแจ้งเตือนบริเวณที่มีไฟป่า และขอให้มีการจัดทำประกันอุบัติเหตุ และประกันชีวิตให้กับเจ้าหน้าที่ และอาสาสมัครทุกคนที่ปฏิบัติหน้าที่บนความเสี่ยง
น.ส.ชนกนันท์ กล่าวฝากไปยังกระทรวงคมนาคมให้พิจารณาพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะในจังหวัดแพร่ตามแนวคิด “เศรษฐกิจสีเขียวพลัส” โดยการส่งเสริมให้ใช้ รถเมล์ไฟฟ้า (EV) เพื่อลดมลภาวะ เพื่อเร่งคืนอากาศบริสุทธิ์ให้กับพี่น้องประชาชนโดยเร็วที่สุด

