“สยาม” จี้สภา ตั้ง กมธ.แก้ปัญหาช้างป่าบุกแปลงเกษตร-ชุมชน ชู 4 แนวทางเร่งด่วน “ระบบเตือนภัย-ประกันพืชผล” หวังคน-ช้าง อยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืน

105

รัฐสภา, วันที่ 1 เมษายน – นายสยาม เพ็งทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดบึงกาฬ พรรคภูมิใจไทย ได้อภิปรายญัตติ ขอให้สภาตั้งกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการอยู่ร่วมกันระหว่างช้าง และคนอย่างเป็นรูปธรรม และยั่งยืน ว่า ปัญหาเรื่องช้างเป็นปัญหาใหญ่ และกระทบกับประชาชนในพื้นที่กว้าง และหลายจังหวัด ซึ่งที่จังหวัดบึงกาฬก็พบกับปัญหาเช่นเดียวกัน มีช้างป่าลงมาทำลายและกินพืชผลทางการเกษตรของพี่น้องชาวบ้านเสียหายเป็นจำนวนมาก เช่น ยางพารา, ข้าว, ปาล์มน้ำมัน, มันสำปะหลัง, กล้วย, มะม่วง และสับปะรด

“ผมเคยหารือเรื่องนี้ไปแล้วเมื่อปี 2567 ตอนนั้นสิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือช้างป่าบุกรุกเขตชุมชน ทำลายบ้านเรือนและสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีคนอยู่อาศัยหนาแน่น มันไม่ใช่แค่เรื่องพืชผลอีกต่อไป แต่มันคือเรื่องความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน” สส.บึงกาฬ กล่าว

นายสยาม ระบุว่า พื้นที่ในจังหวัดบึงกาฬที่ได้รับผลกระทบเรื่องช้างป่าคือที่ตำบลไชยพร รอยต่อกับพื้นที่บริเวณภูทอก อำเภอศิวิไล ซึ่งจากข้อมูลพบว่าบริเวณพื้นที่ดังกล่าวมีช้างอาศัยอยู่ประมาณ 20-30 เชือก ที่ชาวบ้านจะต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด และผลกระทบที่ชัดเจนที่สุดคือ “การเปลี่ยนวิถีชีวิต” โดยเฉพาะช่วงเดือนมกราคมถึงพฤษภาคม ชาวสวนยางไม่กล้าออกไปกรีดยางตอนกลางคืนเนื่องจากช้างป่าจะออกมาในช่วงเย็นและกลับเข้าป่าในตอนเช้า ทำให้ชาวบ้านต้องจำใจเปลี่ยนมากรีดยางตอนกลางวันที่มีอากาศร้อนจัด ส่งผลให้ได้ปริมาณน้ำยางน้อยลง แต่จำเป็นต้องทำเพื่อความปลอดภัย

จากข้อมูลในพื้นที่จังหวัดบึงกาฬทั้งหมดรวมถึงเขตพื้นที่รักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูวัว อาจมีช้างรวมแล้วกว่าร้อยเชือก และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องรวมไปถึงอาสาสมัครชุมชนก็ทำหน้าที่อย่างเต็มที่ มีการเฝ้าระวังและเตือนภัยในชุมชนตลอด จนการสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับพฤติกรรมของช้าง และประชาชน และมีการบูรณาการร่วมกันทั้งในส่วนจังหวัด อำเภอ และท้องถิ่น ตั้งแต่กระบวนการป้องกันและเตือนภัยก่อนเกิดเหตุ โดยมีการสำรวจพื้นที่จัดเก็บข้อมูลเพื่อวางแผนรองรับจนถึงขั้นตอนการเยียวยาหลังได้รับผลกระทบตามระเบียบของทางภาครัฐ แต่อย่างไรก็ตาม ยังไม่เพียงพอที่จะแก้ไขปัญหาในระยะยาวได้อย่างยั่งยืน

นายสยาม เสนอแนวทางเพื่อพิจารณาแก้ไขปัญหาต่อสภาไปยังรัฐบาล ดังนี้ 1) ให้มีระบบเตือนภัย แบบติดตั้งเซ็นเซอร์ และแจ้งเตือนผ่านแอปพลิเคชัน หรือหอกระจายข่าวเมื่อช้างเข้าใกล้ชุมชน เพื่อให้ชาวบ้านได้มีเวลาเตรียมตัว และลดการปะทะโดยตรง 2) จัดหาวัสดุอุปกรณ์ เครื่องมือที่ทันสมัยเพิ่มเติมเพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่เจ้าหน้าที่ เช่น กล้องตรวจจับความร้อน โดรนสำรวจทางอากาศ อุปกรณ์สื่อสารที่ครอบคลุมพื้นที่อับสัญญาณ ไฟส่องสว่างเพื่อใช้ในการสำรวจ และติดตั้งบริเวณจุดเสี่ยงภัยจากช้างป่า  3) การประกันพืชผลทางการเกษตร และชีวิตในพื้นที่เสี่ยงภัยต่อช้างป่ากรณีที่ได้รับผลกระทบโดยตรง และ 4) มาตรการป้องกัน ขอให้ภาครัฐเข้มงวดในการควบคุมการเข้าพื้นที่เสี่ยงภัยของประชาชน เพื่อลดโอกาสการเผชิญหน้าและการถูกทำร้าย

ทั้งนี้ ขอฝากไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และขอเป็นกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ อีกทั้งเพื่อร่วมกันหาทางแก้ไขปัญหา และศึกษาแนวทางการอยู่ร่วมกันระหว่างช้าง และคนอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืนต่อไปด้วย  นายสยาม กล่าว