ปิดทองหลังพระฯ น้อมนำหลักการทรงงานรัชกาลที่ 9 สานพลังขับเคลื่อนชุมชน พัฒนา 10 หมู่บ้าน ทั่วประเทศ สู่พื้นที่ต้นแบบบูรณาการการพัฒนาที่ยั่งยืนชุมชนพึ่งตนเองตามแนวพระราชดำริ เทิดพระเกียรติในวาระ 100 ปีชาตกาล วันพระบรมราชสมภพฯ ปี 2570 ชู บ้านโพนงาม อำเภอกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์ และบ้านเหล่าฝ้าย อำเภอโนนคูณ จังหวัดศรีษะเกษ เป็นพื้นที่ตัวอย่างภาคอีสาน

นายณัฐพงศ์ ศิริชนะ รองประธานสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ กล่าวถึงการลงพื้นที่ภาคอีสาน 2 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดกาฬสินธุ์ และจังหวัดศรีสะเกษ เพื่อติดตามการขับเคลื่อนพื้นที่ต้นแบบบูรณาการการพัฒนาตามแนวพระราชดำริ ซึ่งทางมูลนิธิปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ และสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ ได้คัดเลือกตัวอย่างชุมชนเข้มแข็งที่น้อมนำแนวพระราชดำริ ครอบคลุมหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และการพัฒนาที่ยั่งยืน ไปปฏิบัติใช้อย่างเป็นรูปธรรม จนสามารถพัฒนาสู่การพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน จำนวน 10 หมู่บ้านใน 10 พื้นที่ เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ในวาระครบรอบ ๑๐๐ ปี ชาตกาล วันพระบรมราชสมภพในปี 2570
แนวทางการคัดเลือกพิจารณาจากปัจจัยสำคัญ ได้แก่ ประชาชนในพื้นที่สามารถแก้ปัญหาที่ทำกิน ปรับปรุงแหล่งน้ำอุปโภคบริโภค พัฒนาคุณภาพดิน ทำเกษตรแบบพึ่งพาตนเอง ช่วยลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ครัวเรือน ชุมชนมีความพร้อมที่จะพัฒนาไปสู่ การพัฒนาที่ยั่งยืน พึ่งพาตนเองได้ สามารถขยายการสร้างงานสร้างอาชีพให้กับคนในชุมชน
ทั้งนี้ หมู่บ้านที่ได้รับการคัดเลือกเป็นพื้นที่ต้นแบบบูรณาการการพัฒนาตามแนวพระราชดำริ ทั้ง 10 แห่ง ประกอบด้วย 1.บ้านยอด ตำบลยอด อำเภอสองแคว จังหวัดน่าน 2.บ้านห้วยม่วง ตำบลแม่นาวาง อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ 3.บ้านโคกล่าม และ 4.บ้านแสงอร่าม ตำบลกุดหมากไฟ อำเภอหนองวัวซอ จังหวัดอุดรธานี 5.บ้านโพนงาม ตำบลโพนงาม อำเภอกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์ 6.บ้านโป่งลึก ตำบลห้วยแม่เพรียง อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี 7.บ้านบางกลอย ตำบลห้วยแม่เพรียง อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี 8.บ้านจำปูน ตำบลท่าธง อำเภอรามัน จังหวัดยะลา 9.บ้านโคกยามู ตำบลไพรวัน อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส และ 10.บ้านเหล่าฝ้าย ตำบลเหล่ากวาง อำเภอโนนคูณ จังหวัดศรีสะเกษ
ตัวอย่างภาคอีสานที่ผ่านการคัดเลือก 2 พื้นที่ ได้แก่ บ้านโพนงาม ตำบลโพนงาม อำเภอกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์ และบ้านเหล่าฝ้าย ตำบลเหล่ากวาง อำเภอโนนคูณ จังหวัดศรีษะเกษ ปิดทองหลังพระฯ เข้าไปร่วมพัฒนาตามแนวพระราชดำริร่วมกับภาคีเครือข่ายจนชุมชนเหล่านี้กลายเป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้ แนวทาง การพัฒนาตามพระราดำริ ให้แก่สถานศึกษา หน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อขยายผลไปสู่พื้นที่เป้าหมายอื่นได้

บ้านโพนงาม”แก้มลิงเปลี่ยนชีวิต”
บ้านโพนงาม ตำบลโพนงาม อำเภอกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์ เป็นชุมชนที่ยอมรับปัญหาในพื้นที่และร่วมมือกันแก้ไขจนประสบความสำเร็จ มีการบริหารจัดการน้ำ การปรับปรุงบำรุงดิน การพัฒนาอาชีพการเกษตร ทั้งปลูกข้าว และปลูกผักอินทรีย์ มีแหล่งจำหน่ายไปนอกพื้นที่ สร้างรายได้ให้กับครัวเรือนได้อย่างสม่ำเสมอ สภาพปัญหาของชุมชนบ้านโพนงามเดิม ทุกปีหน้าฝนมีน้ำท่วมต่อเนื่องเป็นเวลา 3 เดือน หน้าแล้งไม่มีน้ำใช้เพื่อทำการเกษตร สภาพพื้นที่ต่ำ ดินที่นำมาถมไม่เหมาะสำหรับการปลูกข้าว เมื่ออาชีพทำการเกษตรไม่ประสบความสำเร็จ คนในชุมชนต้องออกไปหารายได้นอกพื้นที่ ตามมาด้วยปัญหาสังคมของหมู่บ้าน
ตั้งแต่ปี 2556 เมื่อเกิดการพัฒนาแหล่งน้ำปรับปรุง “แก้มลิงหนองเลิงเปือย อันเนื่องมาจากพระราชดำริ” การปรับตัวของคนในชุมชนก็เกิดขึ้น ความร่วมมือแก้ปัญหาใช้ระยะเวลาไม่นาน ด้วยงบประมาณที่เหมาะสม การแก้ปัญหาด้วยความ “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” ชาวบ้านพร้อมที่จะศึกษาเรียนรู้เพื่อนำองค์ความรู้สมัยใหม่มาใช้ แบบเท่าทันสถานการณ์ ควบคู่กับการอนุรักษ์วิถีชุมชน
“แก้มลิงหนองเลิงเปือย อันเนื่องมาจากพระราชดำริ” สามารถเพิ่มปริมาณกักเก็บน้ำจาก 1.064 ล้านลูกบาศก์เมตร พื้นที่รับประโยชน์ 7,778 ไร่ 610 ครัวเรือน บรรเทาปัญหาอุทกภัยลดลงเหลือไม่เกิน 20 วัน ลดปัญหาภัยแล้งปลูกพืชหลังนาได้กว่า 2,000 ไร่ แก้ปัญหาเรื่องดินที่ไม่เหมาะสมกับการปลูกข้าว เพิ่มการปลูกข้าว(หอมมะลิ 105) ในฤดูทำนา จากเดิม 199 กิโลกรัมต่อไร่เมื่อปี 2558 เป็น 380 ถึง 525 กิโลกรัมต่อไร่ในปัจจุบัน
มีการพัฒนาอาชีพการเกษตร ทั้งการเลี้ยงสัตว์ พืชไร่ที่ใช้น้ำน้อย มีการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบเศรษฐกิจพอเพียง จำนวน 13 แปลง ครัวเรือนต้นแบบทฤษฏีใหม่ 520 ครัวเรือน มีการปลูกพืชเสริมเพื่อลดการนำเข้า อาทิ ข้าวโพดหวาน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ถั่วลิสง พริก ผัก มะเขือเทศ ฯลฯ รวมถึงสร้างความร่วมมือด้วยการตั้งกลุ่มเกษตรกรเพื่อการบริหารจัดการตนเอง โดยปัจจุบันเฉพาะบ้านโพนงามมีรายได้เฉลี่ย 329,564 บาท ต่อครัวเรือน

บ้านเหล่าฝ้าย “สร้างน้ำ แก้ดิน สร้างอาชีพ สร้างชีวิต”
จุดเริ่มการพัฒนาแบบระเบิดจากข้างในของ บ้านเหล่าฝ้าย ตำบลเหล่ากวาง อำเภอโนนคูณ จังหวัดศรีษะเกษ เริ่มเมื่อปี 2567 ภายหลังโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็กของจังหวัดลุ่มน้ำมูลเมื่อปี 2565 จำนวน 9 จังหวัดได้แก่ นครราชสีมา สุรินทร์ บุรีรัมย์ ร้อยเอ็ด มหาสารคาม ยโสธร อำนาจเจริญ อุบลราชธานี และ ศรีษะเกษ ตามแผนปฏิบัติการบูรณาการการพัฒนาตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ระยะที่ 4 (พ.ศ. 2566-2570) ที่กำหนดแนวทางการพัฒนาแหล่งน้ำชุมชนขนาดเล็กเพื่อการเกษตรและทฤษฏีใหม่ จำนวน 125 โครงการต่อปี บ้านเหล่าฝ้ายขยายผลจากองค์ความรู้ที่ได้จากตำบลขนุน อำเภอกันทรลักษ์ โดยนายกองค์การบริหารส่วนตำบลเหล่ากวาง นำแนวทางที่ได้มาวิเคราะห์ศักยภาพพื้นที่ และขอเข้าร่วมการจัดทำแผนปฏิบัติการด้านทรัพยากรน้ำระดับตำบลของสถาบันฯ จุดแข็งของบ้านเหล่าฝ้าย คือ สามารถปลูกเมล่อนที่มีคุณภาพดีเป็นที่ต้องการของตลาด แต่ยังไม่สามารถเพิ่มการผลิตได้เพียงพอกับความต้องการของตลาดเพราะมีปัญหาเรื่องแหล่งน้ำ และคุณภาพดิน
ภายหลังการสำรวจพื้นที่ของทางสถาบันฯ ร่วมกับหน่วยงานในจังหวัดศรีษะเกษปี 2567 พบปัญหาพื้นฐาน อาทิ ผลผลิตเมล่อนขาดศูนย์รวบรวมและคัดแยกผลผลิตมาตรฐาน ผลผลิตข้าวต่ำกว่าค่าเฉลี่ยตำบล 401.59 กิโลกรัมต่อไร่ ที่ 161 กิโลกรัมต่อไร่ ฯลฯ
สถาบันฯ ได้เข้าไปดำเนินการโครงการระบบกระจายน้ำด้วยพลังแสงอาทิตย์เพื่อการเกษตร อ่างเก็บน้ำห้วยซุง ตำบลเหล่ากวาง จากการสนับสนุนงบประมาณของมูลนิธิตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย 566,000 บาท ผลจากการพัฒนาแบบเร่งด่วน นอกจากการแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำ และการพัฒนาดินให้มีคุณภาพมากขึ้น ทำให้ผลผลิตเมล่อนเพิ่มขึ้นสามารถขยายโรงเรือนเมล่อนจาก 40 เป็น 60 โรงเรือน กำลังการผลิตเพิ่มเป็น 12 ตันต่อเดือน ขณะที่ความต้องการของตลาดอยู่ที่ 20 ตันต่อเดือน สร้างงานในชุมชนได้ 10-20 ราย มีรายได้เฉลี่ย 7,000-7,500 บาทต่อเดือน ชุมชนกลายเป็นศูนย์เรียนรู้ด้านการเกษตร
“สำหรับการลงพื้นที่ครั้งนี้เพื่อติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงาน โดยจัดให้มีเวทีรับฟังปัญหา อุปสรรคและให้ข้อเสนอแนะ เพื่อเป็นข้อมูลขับเคลื่อนการดำเนินงานโครงการตามแนวทางที่สถาบัน ได้น้อมนำแนวพระราชดำริและหลักการทรงงาน มาส่งเสริมการทำงานในพื้นที่ โดยชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางและตอบโจทย์ด้านการพัฒนาที่สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ ตรงตามความต้องการของประชาชนในการยกระดับคุณภาพชีวิต”

รองประธานสถาบันปิดทองหลังพระฯ กล่าวว่า สถาบันฯ พร้อมที่จะเป็นกลไกขับเคลื่อนการดำเนินงานภายใต้ยุทธศาสตร์พระราชทาน เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา ควบคู่ไปกับการบูรณาการการทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคประชาสังคม ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา โดยมีพื้นที่ต้นแบบบูรณาการการพัฒนาตามแนวพระราชดำริ ทั้ง 10 แห่ง ที่น้อมนำแนวพระราชดำริมาประยุกต์ใช้ เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการพัฒนาตามแนวพระราชดำริ และขยายผลนำไปใช้แนวทางการพัฒนาชุมชนในพื้นที่อื่นๆ สนองพระราชปณิธาน “สืบสาน รักษา ต่อยอด” ของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ในหลวงรัชกาลที่ 10 ในการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ราษฎรและนำไปสู่การพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน

