กลายเป็นดราม่าแต้มสีสันแทรกข่าวสงครามที่สร้างความเดือดร้อนให้กับคนทุกชาติ เมื่อนางณัฐฐารินทร์ เกษมสาร หรือเจ๊เอ๋ เจ้าแม่เงินกู้นอกระบบ สมัยรัฐบาลเพื่อไทยมีนโยบายจัดระเบียบเงินกู้นอกระบบ ตำรวจบุกค้นบ้านแต่ถูกเจ๊เอ๋ สู้กลับ

กลายเป็นข่าวโด่งดัง แล้ว เจ๊เอ๋ ผันตัวมาเป็นอินฟูลเอนเซอร์ ให้สัมภาษณ์รายการหนึ่งทางช่อง 8 ประเด็นลูกชายเป็นนักกีฬายิงปืน ติดปัญหาขอเอกสารใบ ป.3 ที่ใช้ซื้ออาวุธปืนจากร้านค้าได้ ซึ่งใบป.3ต้องผ่านการพิจารณาของนายทะเบียนท้องถิ่น พยายามดำเนินการตามระบบปกติ แต่ขั้นตอนยุ่งยาก
ที่เป็นประเด็นร้อนเมื่อเจ๊เอ๋ บอกว่า”นายอำเภอไม่เซ็นใบ ป.3ให้ลูก พี่ต้องให้โค้ชซื้อปืนให้ พี่โทรหาอนุทินรอบหนึ่งคุยเลยพี่มีเบอร์ โทรฯบ่ายสองพี่บอกว่านายอยากได้ใบ ป.3 ขอนานแล้วลูกยังไม่ได้ ตอนนี้ลูกได้เหรียญทองมาแล้ว ประมาณสี่โมงมีผู้หญิงโทรฯมาคุณอานนท์ค่ะเข้ามาเอาใบป.3 ค่ะ พี่ไม่จ่ายตังสักบาทนะ”
พลันที่เรื่องแพร่ออกไป กลายเป็นประเด็นดรามา มีทั้งเชื่อและไม่เชื่อว่าเจ๊เอ๋ติดต่อไปที่นายอนุทินจริง บางคนบอกว่า คิดว่าแค่นักการเมืองเท่านั้นที่พูดจาอะไรเชื่อถือไม่ได้ ต้องคิดใหม่เพราะไม่ได้มีแค่นักการเมืองเท่านั้น อินฟูฯบางคนก็เช่นกัน ด่าเขาสารพัดสุดท้ายก็มอบตัวกับเขาเหมือนกัน
ต่อมาผู้สื่อข่าวนำประเด็นดังกล่าวไปถามนายอนุทินว่าจริงหรือไม่ นายอนุทินตอบว่าไม่รู้จักหรือสนิทกับเจ๊เอ๋เป็นการส่วนตัวและไม่เคยให้เบอร์โทรศัพท์ แต่ยอมว่าเคยเจอเจ๊เอ๋แค่ครั้งเดียว ไม่มีประเด็นอะไร แต่เรื่องปืนไม่เกี่ยวแน่นอน
ผู้สื่อข่าวถามต่อว่าต้องเบรกเจ๊เอ๋หรือไม่เพื่อไม่ให้ไปแอบอ้างนายอนุทินตอบว่า”ผมไม่ได้รู้จักเขา” เมื่อถามต่อว่าเจ๊เอ๋ไปอ้างแบบนี้ทำให้เสียหายหรือไม่ นายอนุทินตอบว่า”ผมไม่ได้ทำก็พูดอยู่และไม่จำเป็นต้องไปเคลียร์หรือแจ้งความกลับ”
ขณะที่กรมการปกครองรีบออกมาชี้แจงว่าตรวจสอบข้อมูลจาก อ.เมือง สระบุรี เมื่อเดือนตุลาคม 2566 มียื่นใบป.3 ใช้ชื่อสามีเจ๊เอ๋ แจ้งว่าเพื่อการกีฬา ตรวจสอบพบว่าสามีเจ๊เอ๋มีปืนในครอบครองแล้ว 1 กระบอกและไม่ได้แสดงหนังสือรับรองการเป็นนักกีฬา เจ้าหน้าที่ชี้แจงถึงระเบียบให้ทราบ ผู้ขอรับทราบจึงเดินทางกลับ ต่อมาวันที่ 10 กันยายน 2567 สามีเจ๊เอ๋ยื่นใบ ป.3 อีกครั้ง เพื่อรับโอนอาวุธปืนจาก อ.เมือง ขอนแก่น นายทะเบียนได้ดำเนินการให้เรียบร้อย จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงไม่ปรากฏข้อมูลว่าบุตรชายเจ๊เอ๋ ยื่นขออนุญาตซื้ออาวุธปืนแต่อย่างใด
ท้ายคำชี้แจงยกข้อกฎหมายเสมือนขู่ให้ระวังว่า การกล่าวอ้างชื่อบุคคลใดๆ ลักษณะใส่ความต่อบุคคลที่สาม ทำให้เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น อาจมีความผิดฐานหมิ่นประมาท มีโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปีหรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ ถ้ามองอย่างวิเคราะห์พอสะท้อนความเป็นจริงของสังคมได้อย่างชัดแจ้ง ประเด็นแรก บ่งบอกได้ว่าระบบอุปถัมภ์แข็งแกร่งมาก เพียงแค่ร้องขอให้ผู้มีอำนาจที่รู้จักช่วยเหลือ งานที่ยากจะง่ายยิ่งกว่าปอกกล้วยเข้าปาก
หากดูคลิปช่วงท้าย เจ๊เอ๋พูดอย่างอารมณ์ดีว่า”แค่สองชั่วโมงได้รับแล้ว พี่ไม่ต้องจ่ายเงินสักบาท “ พอเป็นหลักฐานบ่งบอกได้ว่างานที่ต้องขออนุญาตต้องจ่ายเงินถึงจะได้ตามที่ต้องการและรวดเร็ว เสมือนวงจรอุบาทว์ที่คนไทยคุ้นเคยกันดีอีกประเด็นที่มองข้ามไม่ได้เด็ดขาดคือความเป็นอินฟลูเอนเซอร์ สามารถบันดาลหลายๆอย่างที่ต้องการได้ ถ้าใช้ความเป็นอินฟลูเอนเซอร์ในทางที่ถูกทำนองครองธรรมถือว่าเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม
แต่มีอินฟลูเอนเซอร์ บางคนบางกลุ่มกลับนำไปใช้ในลักษณะข่มขู่เพื่อตบทรัพย์เข้ากระเป๋า ซึ่งมีอยู่จำนวนไม่น้อย ยิ่งประเภทหากินกับหน่วยงานราชการด้วยแล้ว สร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำโดยเฉพาะกับพวกข้าราชการที่ฉ้อฉล เงินจะไหลเข้ากระเป๋าอินฟูลเอนเซอร์ได้อย่างสะดวกโยธิน
ครั้นจับอาการของนายอนุทิน หลังผู้สื่อข่าวสอบถาม พบว่าอยู่ในอาการแบ่งรับแบ่งสู้ ไม่ปฏิเสธว่าไม่รู้จัก แต่ยืนยันว่าไม่ได้ช่วยเหลือตามที่เจ๊เอ๋ระบุ แถมไม่ติดใจเอาความอีกต่างหาก ซึ่งผิดวิสัยของสมาชิกพรรคภูมิใจไทย เพราะที่ผ่านมาเพียงแค่วิพากษ์วิจารณ์พาดพิงเพียงเล็กๆน้อย ฝ่ายกฎหมายจะกระโดดออกมาคำรามทันทีว่าจะฟ้องร้องดำเนินคดี
ขณะที่กรมการปกครองรีบออกมาชี้แจงทันที แถมเนื้อหาระบุว่าในสาระบบของใบป.3 ไม่มีชื่อลูกชายเจ๊เอ๋ แต่อย่างใด พร้อมยกข้อกฎหมายมาเตือนในเชิงข่มขู่อีกด้วย
ดังนั้นหากนำความเคลื่อนไหวทั้งสามส่วนมาต่อจิ๊กซอร์กันจะมองภาพความเป็นจริงอีกบริบทหนึ่งของสังคมไทยในปัจจุบันได้เป็นอย่างดี จากอดีตที่มีนักการเมือง ข้าราชการประจำ มีบทบาทและอิทธิพล แต่ในยุคที่สื่อโซเซียลเฟื่องฟู จะมีอินฟูเอนเซฮร์เข้ามาร่วมแจมด้วย
เมื่อผู้อ่านได้อ่านมาถึงย่อหน้าสุดท้ายน่าจะพึงประเมินได้ว่าระหว่าง นายกฯอนุทิน เจ๊เอ๋และกรมการปกครอง ใครพูดความจริงและใครพูดตอแหล !?!!


