กลุ่ม สว.สำรอง ยื่นหนังสือถึง กกต. ทั้ง 7 คน คัดค้านผลวินิจฉัยคดีฮั้ว สว. 229 ราย ชี้กระบวนการล่าช้า-ส่อไม่เป็นกลาง ตั้งข้อกังขาอนุกรรมการฯ ก่อนมีมติส่งศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง พร้อมเรียกร้องยึดหลักสุจริต โปร่งใส ไม่ตกอยู่ภายใต้แรงกดดันทางการเมือง
วันนี้ (17 มีนาคม 2569) ณ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง กลุ่มสมาชิกวุฒิสภาสำรอง นำโดย พลตำรวจโท คำรบ ปัญญาแก้ว, นายอุทัย อัตถาพร และนายธนวัฒน์ ศรีสุข พร้อมคณะ ได้เดินทางมายื่นหนังสือคัดค้านผลการไต่สวนของคณะอนุกรรมการวินิจฉัยต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทั้ง 7 ท่าน ก่อนที่จะมีการลงมติส่งเรื่องไปยังศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง.
พล.ต.ท.คำรบ ได้กล่าวถึงการต่อสู้ของคณะสมาชิกวุฒิสภาสำรองตลอดระยะเวลา 1 ปี 8 เดือนที่ผ่านมา โดยพบว่าการดำเนินการติดตามของ กกต. นั้นเกินกว่าระยะเวลาที่ กกต. กำหนดไว้ในระเบียบว่าจะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปี และยังไม่มีข้อสรุปจนถึงปัจจุบัน นอกจากนี้ เมื่อไม่นานมานี้ ได้รับทราบจากข่าวสารทางสื่อมวลชนว่า คณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 มีมติ 5 ต่อ 2 เห็นว่าข้อกล่าวหาคดีฮั้วสมาชิกวุฒิสภาจำนวน 229 คน ไม่มีมูลความผิด และได้จัดทำความเห็นเสนอต่อ กกต. ชุดใหญ่เพื่อพิจารณา.
ตามปกติแล้ว ในการดำเนินการวินิจฉัยเรื่องร้องเรียนต่างๆ ของ กกต. เมื่อเข้าสู่กระบวนการในขั้นที่ 3 จะเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบของคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดข้อโต้แย้ง ซึ่ง กกต. ได้แต่งตั้งผู้มีความรู้ความสามารถไว้แล้ว แต่การส่งเรื่องการตรวจสอบไปยังคณะใดนั้นจะไม่เป็นที่เปิดเผย เพื่อป้องกันมิให้ผู้ที่จะทำการตรวจสอบหรือผู้ถูกกล่าวหาล่วงรู้ว่าใครจะเป็นผู้ตรวจสอบเรื่องของตนเอง และเพื่อป้องกันการวิ่งเต้น รวมถึงเพื่อให้คณะอนุกรรมการวินิจฉัยมีความเป็นกลางและซื่อสัตย์สุจริต.
อย่างไรก็ตาม ในกรณีของคดีนี้ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชุดพิเศษขึ้นภายหลังการจัดตั้งรัฐบาลของท่านอนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งเคยกล่าวว่าจะไม่เข้าแทรกแซงการทำงานขององค์กรอิสระ คณะอนุกรรมการวินิจฉัยชุดนี้ประกอบด้วยกรรมการ 7 ท่าน ซึ่งทุกท่านได้รับทราบภารกิจในการตรวจสอบคดีฮั้ว สว. มาตั้งแต่ต้น
ต่อมาได้มีภาพข่าวปรากฏในสื่อมวลชนหลายสำนักว่า หนึ่งในคณะอนุกรรมการวินิจฉัยท่านหนึ่งได้ไปปรากฏตัวเพื่อต้อนรับท่านอนุทิน ณ จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งอาจแสดงให้เห็นถึงการปฏิบัติที่ไม่เหมาะสมในด้านความเป็นกลางทางการเมือง เนื่องจากท่านผู้นี้มีหน้าที่ตรวจสอบท่านอนุทิน ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ถูกกล่าวหา 229 รายในคดีฮั้ว สว. แต่กลับแสดงความเคารพต่อท่านอนุทิน ทั้งที่ไม่มีความจำเป็นต้องไปปรากฏตัวในวัน เวลา และสถานที่ดังกล่าว
ดังนั้น การกระทำดังกล่าวจึงอาจถือเป็นการฝ่าฝืนระเบียบของ กกต. ในการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่เป็นกลางและไม่เหมาะสม กกต. ควรพิจารณาสั่งให้บุคคลผู้นั้นยุติการปฏิบัติหน้าที่ อย่างไรก็ตาม ไม่ปรากฏว่า กกต. ได้ดำเนินการใดๆ หรือระงับยับยั้งการปฏิบัติหน้าที่ของอนุกรรมการวินิจฉัยรายนี้แต่อย่างใด
ขณะเดียวกัน เมื่อเร็วๆ นี้ ได้มีข่าวเกี่ยวกับการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ โดยมีผู้ถูกกล่าวหาในคดีฮั้ว สว. จำนวน 13 ราย จากทั้งหมด 229 ราย มีแนวโน้มที่จะได้รับการแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรี ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อกระบวนการตรวจสอบคดีนี้ได้ ด้วยการโยนหินถามทางของคณะอนุวินิจฉัยฯ ที่ปรากฎเป็นข่าวออกมาว่าจะยกคำร้องทั้ง 229 คน โดยที่ กกต. แถลงออกมาแบบไม่ยอมรับ แต่ก็ไม่ปฏิเสธกระแสข่าวดังกล่าว
พล.ต.ท.คำรบ กล่าวโดยสรุปว่า ในประเด็นนี้กลุ่ม สว.สำรอง จึงมีข้อกังวลใจเป็นอย่างยิ่งว่ามีความเป็นมาและพฤติกรรมทั้งหมดนั้น ของทางกกต. เองจะไหลไปตามคำขอ หรือแรงกดดันของผู้มีอำนาจหรือผู้มีอิทธิพลทางการเมืองหรือไม่ จึงมายื่นหนังสือให้กกต.ทั้ง 7 คนได้ใช้ความรู้ความสามารถ ว่าคณะกกต. ที่ส่วนหนึ่งและเป็นส่วนใหญ่ที่ถูกพิจารณารับรองมาจากสว. ชุดปัจจุบัน ซึ่งเป็นผู้ถูกกล่าวหาด้วยเช่นกัน ในส่วนนี้เราก็อยาก กกต.ควรจะต้องธำรงค์และรักษาไว้เพื่อและชื่อเสียง ได้เกียรติยศ ของท่านเองโดยเฉพาะบางท่านมาจากสถาบันอันสูงส่ง ขอให้รักษาสถาบันของท่าน รักษาอนาคตของประเทศไทยและทำเป็นตัวอย่างที่ดีให้ลูกหลานด้วย

